‘การเดินทางในเมือง’ ชีวิตคนขี่มอเตอร์ไซค์กำลังจะเปลี่ยนไป

เรื่อง: ดร.เปี่ยมสุข สนิท

นักวิจัยโครงการคนเมือง 4.0: อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย

เรียบเรียง: กัญรัตน์ โภไคยอนันท์

คุณว่ามนุษย์เราควรมีค่าใช้จ่ายในการ ‘เดินทาง’ คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้?

ปกติแล้ว เมืองควรจะจัดหาวิธีเดินทางให้คนในเมือง ทำให้คนเราไม่ควรใช้ ‘ค่าเดินทาง’ สูงเกิน 10% ของรายได้ 

แต่มีงานวิจัยพบว่า คนกรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยในการเดินทางสูงถึง 20 % ของรายได้ และพบว่า คนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง เลือกการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า แต่ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีทางเลือก ยังคงเลือกใช้บริการรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ 

และยิ่งหากนำตัวเลข 20% ไปเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 40 บาท จะพบว่าคนที่รายได้น้อยแทบไม่มีทางเลือกในการเดินทางเท่าไหร่นัก

ที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือรถไฟฟ้า ต่างก็เป็นวิธีสัญจรบนเส้นทางหลักหรือ ‘ถนนใหญ่’ ทั้งนั้น แต่คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในตรอกซอกซอยหรือเส้นทางรอง ดังนั้น คนเหล่านี้ก็ต้องเดินทางออกจากตรอกซอกซอยมายังถนนใหญ่ให้ได้เสียก่อน

ด้วยลักษณะของบลอคพื้นที่ภายในถนนสายหลักในกรุงเทพมหานครที่มีขนาดใหญ่ (Superblock) การเดินทางด้วยเท้าจึงเป็นไปได้ยาก ความต้องการระบบขนส่งรองที่มีประสิทธิภาพในการเดินทางจากบ้านไปยังที่ทำงานจึงยังมีความสำคัญ ด้วยจำนวนพื้นที่ซอยตันกว่าร้อยละ 45 ในกรุงเทพฯ รถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์จึงเป็นพาหนะการเดินทางที่สำคัญ มอเตอร์ไซค์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพาหนะหลักแต่ยังเป็นพาหนะรองที่คอยรับ-ส่ง เปลี่ยนถ่ายผู้คนไปยังจุดหมายปลายทางที่ระบบขนส่งหลักไปไม่ถึงด้วย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองของผู้ใช้มอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่อดีต และมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาตลอด เห็นได้จากยอดการจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 แสนคัน หรือจำนวน 4 ล้านคันของรถยนต์ที่จดทะเบียนคือมอเตอร์ไซค์ และ จำนวน 1 แสนคัน คือจำนวนมอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งปัจจุบันกระจายอยู่ทุกหัวมุมถนนกว่า 5,500 วิน

มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงเป็นระบบขนส่งทางเลือกที่แทบจะกลายเป็นทางหลักไปแล้วของคนกรุงเทพฯ แม้ข้อมูลรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2561 จะพบว่าสัดส่วนผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยเป็นผู้เสียชีวิตที่เกิดจาก รถจักรยานยนต์มากที่สุดที่ร้อยละ 74.4 และยังคงสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก จากการคิดสัดส่วนตามจำนวนประชากรต่อพื้นที่ของประเทศ แต่เพราะ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมักเกิดในพื้นที่ชนบทมากกว่าในเมือง และเกิดกับคนขับมากกว่าคนซ้อน มอเตอร์ไซค์รับ้างในกรุงเทพฯ จึงยังคงเป็นการขนส่งที่สำคัญมาก

ดร.เปี่ยมสุข สนิท อาจารย์ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำ โครงการวิจัย “คนเมือง 4.0: อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย” ส่วนหนึ่งเพื่ออธิบายฉากทัศน์ของ “บทบาทมอเตอร์ไซค์ในอีก 20 ปีขางหน้า” ในฐานะการเดินทางในอนาคตคนเมืองที่จะยังคงอยู่ พบว่าในอนาคต จะมีประเด็นเกี่ยวกับการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่น่าสนใจ 5 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 

1.กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองมอเตอร์ไซค์ชั่วกาลปาวสาน (Motorcycles Are Here To Stay) 

ด้วยจำนวนมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นปัญหาหลักในด้านโครงข่ายถนนและประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะ มอเตอร์ไซค์ ยังทำหน้าที่เป็นยานพาหนะสำหรับการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางที่อาศัยทั้งในและนอกเมือง ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของเมือง 

ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเหตุผลในเรื่องเศรษฐกิจ คุณสมบัติของรถจักรยานยนต์ที่ประหยัดค่าน้ำมัน มีความคล่องตัวทั้งในเรื่องที่จอดรถ และประหยัดเวลาในการเดินทางกว่ารถยนต์ คนจำนวนมากจึงคงเลือกมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะส่วนตัว และเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างในการเดินทาง ส่งพัสดุและส่งอาหารเพื่อประหยัดเวลา 

มอเตอร์ไซค์จึงเป็นกองทัพมดที่สนับสนุนเศรษฐกิจเมืองยุคใหม่ ดังนั้นการเดินทางของคนและการขนส่งสินค้ายังคงต้องพึ่งพามอเตอร์ไซค์ต่อไปตราบเท่าที่ปัญหาบล็อกถนนขนาดใหญ่ (superblock) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานคร

2. มอเตอร์ไซค์รับจ้างคือเส้นเลือดฝอยของคนเมือง (Motorcycle Taxis As Urban Capillaries)

ปัญหาบล็อกถนนขนาดใหญ่และการขาดระบบถนนสายรองในภาคมหานคร ทำให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นทางรอดเดียว ที่จะมารองรับระบบขนส่งมวลชนทางรางที่กำลังพัฒนาไปทั่วกรุงเทพมหานคร

ระบบรางเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเมือง ที่ต้องการเส้นเลือดฝอยมารองรับที่สนับสนุนรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดินได้ 

มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงมีบทบาทในการช่วยขนส่งคนจากบ้านไปสู่ป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า และเชื่อมต่อกับสถานที่ทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว 

หากปราศจากคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กรุงเทพฯ จะเป็นอัมพาตทันที ดังนั้นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้มีคุณภาพทั้งในด้านราคา การบริหารจัดการ และความปลอดภัยจึงเป็นคำตอบสำคัญประการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบัน จำนวนผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างใกรุงเทพมหานครมีมากกว่า 1 แสนคน แต่ละคนขับกันประมาณ 20-30 เที่ยวต่อวัน เมื่อรวมแล้วมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดวิ่งรับส่งเป็นจำนวน 2-3 ล้านเที่ยวต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าจำนวนเที่ยวของรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดินรวมกันถึง 3 เท่า

 3. มอเตอร์ไซค์รุ่งโรจน์ในยุคอีคอมเมิร์ซ (Growing E-Commerce, Booming Motorcycles) 

การเติบโตของธุรกิจรถร่วมโดยสาร (Ride Hailing Service) หรือ ธุรกิจบริการส่งของสร้างโอกาสในการใช้รถจักรยานยนต์เพื่อการประกอบอาชีพเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้สมัครทำงานในธุรกิจส่งของ เช่น Grab Bike เพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากสามารถทำเป็นรายได้เสริมจากงานประจำ ประกอบกับธุรกิจออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง จึงทำให้การขนส่งด้วยรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นการขนส่งช่วงสุดท้าย (last mile delivery) ของสินค้าออนไลน์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีธูรกิจการบริการจัดส่งอาหารมากขึ้นด้วย ในปัจจุบันมีผู้ที่เปลี่ยนอาชีพมาทำงานหลักหรือทำงานเสริมเป็นผู้รับส่งอาหารเป็นจำนวนมากทุกวันนี้จึงเป็นยุคทองในการหารายได้ของคนขับมอเตอร์ไซค์อย่างแท้จริง

4.บริการรถร่วมโดยสาร: ความไม่เท่าทันของกฎหมายไทย (Grab Me If You Can) 

ธุรกิจบริการรถร่วมโดยสาร (Ride Hailing Service) จัดเป็นหนึ่งในธุรกิจแบ่งปัน แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อกฎหมายที่รองรับธุรกิจบริการรถร่วมโดยสารแบบบูรณาการ กฎหมายที่ใกล้เคียงคือพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่ระบุว่าการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อรับจ้างขนส่งผู้โดยสารเป็นความผิด อีกทั้ง พระราชบัญญัติประกันภัยก็ไม่คุ้มครองในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เพราะในกฎหมายระบุว่าเป็นรถใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รถประเภทรับจ้างสาธารณะหรือให้เช่าที่จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้ความคุ้มครองในกรณีรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร จากประสบการณ์ของต่างประเทศที่อนุญาตให้ดำเนินธุรกิจแบ่งปัน รัฐบาลหลายแห่งในต่างประเทศได้ตรากฎหมายใหม่ขึ้นมา เพื่อควบคุมกิจกรรมธุรกิจบริการรถร่วมโดยสารขึ้นมาโดยเฉพาะ รัฐบาลที่เห็นถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การคมนาคมเกิดความคล่องตัวมากขึ้น ต่างก็ต้องยอมรับการเข้ามาสู่ตลาดของธุรกิจรถร่วมโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยมีแนวนโยบายหลายรูปแบบ เช่น แก้ไขกฎหมายเดิม ออกกฎหมายใหม่ หรือการออกโครงการนำร่องไปก่อนโดยยังไม่แก้ไขกฎหมาย 

5. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคืออนาคต? (Are electric motorcycles our future?)

ภาคเอกชนเริ่มขยายธุรกิจด้านบริการแพลตฟอร์มยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle Connectivity Platform) โดยเชื่อว่าจะสามารถผลักดันมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้ ในปัจจุบันมอเตอร์ไซค์เกือบ 100% ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน ส่วนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ด้วยกำแพงภาษีทำให้มีราคาสูงกว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันกว่า 30,000-40,000 บาท อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานยังไม่มีการรองรับ แต่ในอนาคตคนรุ่นใหม่อาจมีแนวโน้มการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากันมากขึ้น  โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า อาทิ เทคโนโลยีและระบบการชาร์จแบตเตอรี่ 

นอกจากนี้ ถ้ามองไปในอนาคต ดร.เปี่ยมสุขยังนำเสนอ ‘ฉากทัศน์’ ที่อาจเกิดขึ้นได้ 4 ฉากทัศน์ด้วยกัน นั่นคือ

  1. ภาครัฐบูรณาการระบบขนส่งทุกชนิดเข้าด้วยกันโดยมีแอปพลิเคชันที่บริหารจัดการระบบอย่างครบวงจร (Mobility as a Service: MaaS) มีการแบ่งขอบเขตเพื่อให้สอดคล้องกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ และจุดที่ตั้งของวินมอเตอร์ไซค์อาจกลายเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางจะถูกลง ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ เพราะผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ต้องเดินทางไกลอย่างที่เคยเป็นมา
  1. ภาครัฐบูรณาการระบบขนส่งทุกชนิดเข้าด้วยกัน และแบ่งขอบเขตพื้นที่เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกัน ระหว่างวินมอเตอร์ไซค์แบบเดิมกับผู้รับจ้างจากการใช้แอปพลิเคชันของเอกชน โดย แอปพลิเคชันเอกชนสามารถรับส่งในระยะกลาง และ วินมอเตอร์ไซค์แบบเดิมจะรับ-ส่งในระยะใกล้ ซึ่งรัฐต้องจัดให้มีช่องจราจรของมอเตอร์ไซค์เป็นการเฉพาะเพื่อความปลอดภัย
  1. ภาครัฐส่งเสริมแอปพลิเคชันเรียกมอเตอร์ไซค์ของเอกชน แต่ไม่บูรณาการระบบขนส่งทุกชนิดเข้าด้วยกัน การเรียกมอเตอร์ไซค์รับ-ส่งกลายเป็นคู่แข่งของระบบขนส่งกระแสหลัก จุดต่างๆ ในเมืองจะกลายเป็นที่จอดมอเตอร์ไซค์ขณะรอลูกค้า ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์สามารถนำรถไปหารายได้จากผู้ให้บริการแอปพลิเคชันได้หลายเจ้า แต่ผู้โดยสารก็ยังลำบากกับค่าโดยสารราคาแพงตามเดิม
  1. ภาครัฐไม่ส่งเสริม และไม่ควบคุมการให้บริการของเอกชน และไม่บูรณาการระบบขนส่งทุกชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้ระบบขนส่งมวลชนทุกประเภทจะแข่งขันกันเอง คนใช้มอเตอร์ไซค์จะใช้ทั้งเพื่อการเดินทางและการหารายได้พิเศษ สถานีรถไฟฟ้าจะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของทั้งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและผู้รับงานแอปพลิเคชันเอกชน คนระดับฐานรากก็ยังคงไม่สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ต่อไป และสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนจะยังคงสูงต่อไปเพราะคนจนยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์ในระยะทางไกล

การเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ อันเป็นเส้นเลือดฝอยที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ให้กับสังคมที่ต้องร่วมหามาตรการลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในการพัฒนาการเดินทางในอนาคตของคนเมือง 

ภาครัฐสามารถมีบทบาทในการสนับสนุน และให้ความปลอดภัยแก่ประชาชนได้ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบในการจัดการการขับขี่ เพื่อสนับสนุนให้คนเมืองทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยลดการเหลื่อมล้ำจากการเข้าถึงบริการการขนส่งสาธารณะอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้โดยทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันออกแบบการเดินทางในอนาคตร่วมกันได้  

หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความมาจาก งานบรรยายสาธารณะ นำเสนอความก้าวหน้าโครงการวิจัยคนเมือง 4.0: อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ภายใต้แผนงานบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม คนไทย 4.0 ร่วมด้วย คณะภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CE.US)

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย