Insight



มองเมืองเชียงใหม่ ผ่านป้ายโฆษณาและชายคาอาคาร

26/11/2021

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของเมืองผ่านป้ายโฆษณา และรูปแบบชายคาอาคารของเมืองเชียงใหม่ ในช่วงปี 2010 – 2020 มีคนกล่าวเอาไว้ว่าป้ายโฆษนาบอกอะไรมากกว่าสิ่งที่มันกำลังบอกฝ่านตัวหนังสือ หากมองในภาพรวมป้ายโฆษณาคือ “หน้าตาของเมือง” ที่สังเกตุได้ง่ายที่สุดจากการใช้ชีวิตสาธารณะ ตามถนน ตรอก ซอก ซอย อาคาร ที่ว่าง ในบางสำนักวิชาการ มองว่าป้ายโฆษณาในย่านหรือในเมือง กำลังสะท้อนว่าเมืองให้ความสนใจกับอะไรอยู่ ทั้งลักษณะ ขนาด และเนื้อหาของป้าย  ดังนั้น สิ่งที่เมืองกำลังสนใจ ผู้คนในเมืองกำลังเคลื่อนไหว จึงถูกสะท้อนผ่านป้ายโฆษณาและรูปแบบหน้าตาชายคาอาคาร และที่สำคัญคือเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับเรื่องเศรษฐกิจ และชีวิตของเมืองท้้งสิ้น มันอาจบอกถึงความเร็วและระยะในการรับรู้ของผู้คน เมืองที่มีแต่ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามทางหลวง นั่นถือเป็นเมืองสำหรับรถยนต์โดยแท้ เพราะขนาดป้ายที่สัมพันธ์กับความเร็วของการเคลื่อนที่ 50 กม.ชม. หรือหากเป็นนย่านขนาดเล็ก มีร้านลวงขายสินค้า อาหาร คาเฟ่ ป้ายโฆษณา หรือป้ายร้านเหล่านี้ก็จะมีขนาดเล็ก มีรายละเอียดที่มากขึ้น น่าหลงไหล ในย่านแบบนี้ก็ดูท่าว่าจะเป็นมิตรกับคนเดินเท้า ด้วยขนาดป้ายกับความเร็วของคนเดินเท้า ที่ดูมีเรื่องเล่าประหนึ่งลายเเทงที่กำลังรอการตามหา บทความนี้เราจะพาผู้อ่านทุกท่านลองมา “อ่านเมือง-เข้าใจเมือง” จากรูปแบบป้ายโฆษณาและชายคาอาคารของเมืองเชียงใหม่ ย้อนกลับไป 1 ทศวรรษ ซึ่งเป็นทั้งช่วงที่ “พีคสุดๆ” ของเมืองและช่วงที่เมืองดูเงียบเหงาหลังผลกระทบของโควิด-19 เพราะเชียงใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว […]

GREEN GAME: เมื่อการกระจายสวนสาธารณะ สะท้อนคุณภาพชีวิตคนเมือง

04/11/2021

เรื่อง/วิเคราะห์ข้อมูล/แมพวิชวล โดย อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ หากนี่คือเกมที่ว่าด้วยการจัดสรรและการกระจายสวนสาธารณะให้กับเมือง ในเมื่อเมืองเรากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องสวนสาธารณะ และคนที่อาศัยอยู่ในเมืองกำลังต้องการพื้นที่สาธารณะเพิ่ม เราในฐานะนักวางแผน/นักวางผังเมืองจะมีส่วนช่วยในการจัดการสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี หากเมืองของเราจะมีการพัฒนา หรือฟื้นฟูพื้นที่สวนสาธารณะ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับผู้คนที่อยู่ในเมือง แต่คำถามสำคัญมากกว่านั้น หากเราเป็นนักวางผังหรือความจริงเป็นคำถามที่ใครก็สามารถตั้งคำถามได้ ไม่ว่าประชาชนคนธรรมดา ทั้งที่เป็นประชาชนตามทะเบียนราษฎร์หรือเป็นประชาชนชั้น 2 (ประชากรแฝง) ที่เข้ามาทำงาน มาเรียนอยู่ในมหานครแห่งนี้ ว่า “สวนสาธารณะ” นั้นเป็นสิ่งที่เราควรได้รับการให้บริการจากเมืองหรือไม่ หากคำตอบคือ ใช่ คำถามถัดมาที่เราควรถามหรือมีในใจ คือ ควรจะมีที่ไหน มีให้เท่าไหร่ และมีอย่างไร?  กรุงเทพฯ กำลังจะเขียว การเรียกร้องพื้นที่สาธารณะนั้น ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองนิตย์ในช่วงของความโหยหาชีวิตนอกบ้าน นอกเคหะสถานที่นับวันยิ่งคับแคบลงเรื่อยๆ จากมูลค่าและราคาอสังหาริมทรัพย์ ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นแบบเท่าทวีคูณ คำถามคือ เมืองพอจะมีพื้นที่บางส่วนไว้เป็นพื้นที่สวนสาธารณะ เอาไว้เดินเล่น เอาไว้ออกกำลังกาย เอาไว้ผ่อนคลายได้มากน้อยแค่ไหน หากกล่าวถึงเรื่องนี้ แล้วไม่พูดถึงเรื่องมาตรฐานที่ควรจะเป็นคงเป็นไปไม่ได้ ในมาตรฐานของการอำนวยความสะดวกสบายของการใช้ชีวิต ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นๆ คงหนีไม่พ้นตัวชี้วัดด้านพื้นที่สีเขียวในเมือง หรือถ้าพูดให้ชัดๆ ก็อาจจะกล่าวไปเลยว่า คือ “พื้นที่สวนสาธารณะที่เราสามารถเข้าไปใช้ได้” มาตรฐาน WHO หรือองค์การอนามัยโลก กำหนดเอาไว้ว่า […]

10 data insight เชียงใหม่ เมืองขับได้ขี่ดี vs เมืองเดินได้เดินดี

03/05/2021

วิเคราะห์ข้อมูลโดย อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ช่วงเข้าใกล้หน้าหนาวทีไร เชียงใหม่คงเป็นตัวเลือกแรกของใครหลายๆ คน แต่นอกจากความสวยงามของวัฒนธรรมและธรรมชาติที่เผยโฉมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นแล้ว เมืองเชียงใหม่ยังมีประเด็นหลากหลาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเมืองที่ถูกซุกซ่อนอยู่ The Urbanis ชวนอ่านเมืองผ่านข้อมูล Data Insight “10 ข้อเท็จจริงของเชียงใหม่: จากเมืองขับได้ขับดี สู่เมืองเดินได้เดินดี” ที่ผ่านการวิเคราะห์ โดยคุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ฝ่าย Urban Intelligence เพื่อทำความเข้าใจเมืองเชียงใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง มาชวนทุกคนได้อ่านเมืองเชียงใหม่ไปพร้อมๆ กัน ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาย่านเดินได้เดินดี เพื่อยกระดับสุขภาวะคนเมือง นำร่องในพื้นที่เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ดำเนินการโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง (CE.US) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ใจบ้านสตูดิโอ บริษัท ระฟ้า จำกัด กลุ่มเขียวสวยหอม เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ กรรมาธิการสถาปนิกผังเมืองล้านนา สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย (TUDA) และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการส่องสว่าง (LRIC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ […]

กรุงเทพฯ สู่การเป็นมหานครแห่งการเรียนรู้

09/04/2021

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิตอล ทุกสิ่งทุกอย่างต่างหมุนเร็วขึ้นในทุกมิติ ความรู้เดิมที่เคยมี ไม่สามารถนำเราก้าวไปข้างหน้าได้อีกต่อไป การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ได้ถูกจำกัดเพียงเเค่ในระบบการศึกษา แต่ยังมีความสำคัญมากขึ้นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อสร้างโอกาสในการเกิดการเรียนรู้ในทุกรูปแบบที่ไม่จำกัดเพียงการเรียนรู้ตามหลักสูตรของโรงเรียน มหาวิทยาลัย เเต่ยังรวมไปถึงการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จากชุมชน ที่ทำงาน พื้นที่สาธารณะ และการศึกษาผ่านรูปแบบแพลทฟอร์มออนไลน์  จึงเกิดเป็นเเนวคิด “เมืองเเห่งการเรียนรู้” (Learning City) ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับเเนวทาง (UNESCO Institute for Lifelong Learning- UIL) ที่จัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities – GNLC) เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบ SDGs เพราะการเรียนรู้ > การศึกษา  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ฉายภาพเปรียบความแตกต่างระหว่าง การศึกษา (Education) กับ “การเรียนรู้” (Learning) […]

เมืองคนแช่แอร์

01/09/2020

ตลอดเดือนที่ผ่านมา แทบทุกครั้งที่เราเจอคนอื่น คำว่าร้อนมักขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาอยู่เสมอๆ ทั้งที่ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อุณหภูมิเฉลี่ยก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกไปจากนี้ปีนี้เป็นปีที่มหาสมุทรแปซิฟิกมีภาวะเอลนีโญ่ ซึ่งทำให้ประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆ ทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแห้งและร้อนกว่าปกติ หลายต่อหลายหนความร้อนในประเทศไทยมีพลังสูงส่งทำให้ความคิดอยากเดิน อยากวิ่ง หรืออยากปั่นจักรยานต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย บางครั้งเมื่อเราอยากจะอาบน้ำก็ยังต้องรอให้น้ำที่ตากแดดอยู่ในแทงค์น้ำบนหลังคาบ้านหายร้อนก่อนจึงอาบได้ มิหนำซ้ำพออาบน้ำเสร็จแล้วก็กลับมาเหงื่อชุ่มอีกเหมือนเดิม โฆษณาการท่องเที่ยวต่างๆ ก็มักจะไม่พ้นคำโปรยว่า “หนีร้อน” เพื่อที่จะชักจูงคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศที่มีอากาศเย็นกว่าบ้านเราและแม้คำว่า ”แช่แอร์” จะฝืนธรรมชาติแค่ไหนมันก็เริ่มกลายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวิถีชีวิตคนไทย จะว่าไปฤดูกาลที่แพงที่สุดก็คงหนีไม่พ้นฤดูร้อน ไหนจะค่าหนีร้อนไปเที่ยวทะเลหรือเที่ยวต่างประเทศ ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่สำหรับคนที่ปกติไม่ได้ใช้หรือค่าน้ำจากสงกรานต์และการอาบน้ำที่ถี่ขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงฤดูร้อนก็คงหนีไม่พ้นค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องทำความเย็นทั้งหลาย เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว การติดเครื่องปรับอากาศหรือที่เรามักเรียกกันว่าแอร์ในบ้านเป็นเรื่องที่หาได้ยาก ส่วนมากถ้าจะติดแอร์ก็มักจะติดอยู่ในห้องนอนสำหรับตอนนอนเท่านั้น แต่ด้วยความร้อนในปัจจุบันแอร์จึงกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ และบ้านคนชนชั้นกลางในเมืองต่างๆ จึงมักจะมีแอร์ในอยู่ทุกๆ ห้อง แม้การมีแอร์จะเป็นความจำเป็นที่สูงขึ้นแต่แอร์หนึ่งตัวอาจใช้ไฟฟ้าเป็นสิบเท่าสูงกว่าพัดลมเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าราคาของค่าไฟฟ้าก็จะพุ่งสูงขึ้นหากเราเปิดแอร์บ่อยขึ้นและที่สำคัญที่สุดประเทศเราในภาพรวมก็ใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ประเด็นสำคัญของการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นคือเรื่องของกำลังและวิธีการผลิต ปัจจุบันโรงไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงพึ่งการเผาไหม้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมากกว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนทางธรรมชาติ ดังนั้นนอกจากที่การเปิดแอร์จะสร้างความร้อนสู่พื้นที่ภายนอกผ่านการระบายความร้อนของเครื่องคอนเดนเซอร์แล้ว การที่เราใช้ไฟฟ้ามากขึ้นต่อครัวเรือนจริงๆ แล้วก็ยังคงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการส่งเสริมภาวะโลกร้อนอยู่ในมุมมองนี้ เมื่อร้อนมากขึ้นเราจึงเปิดแอร์มากขึ้นซึ่งแอร์ก็ทำให้อากาศรอบข้างร้อนขึ้นและไฟฟ้าทีต้องผลิตมากขึ้นก็ทำให้อุณหภูมิโลกสูงและทำให้ร้อนมากขึ้น กลายเป็นว่าเรากำลังสร้างวงจรที่วนลงสู่ความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ การปรับคงมีทั้งในภาพใหญ่คือการเปลี่ยนวิธีการผลิตไฟฟ้ามาเป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังแสงอาทิตย์ พลังลม พลังน้ำ ฯลฯ แต่กับตัวเราเองเราสามารถทำอะไรได้บ้าง มันคงจะฝืนใจเกินไปถ้าจะบอกให้ทุกคนเลิกใช้แอร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนขนาดนี้ เพราะก็ต้องยอมรับว่าฉันก็นั่งเขียนบทความนี้ในห้องติดแอร์เช่นกัน

มหานครซอยตัน

01/09/2020

เมื่อสิ้นปี 2018 ที่ผ่านมาคุณเสาวนิธิ อยู่โพธิ์ ได้ทำการศึกษาส่วนตัวเพื่อไขข้อสังเกตของตนเรื่องซอยตันของกรุงเทพมหานคร เขาพบว่ากรุงเทพฯมีถนนที่เป็นซอยตันกว่า 37% ของความยาวถนนทั้งหมดตามภาพที่เขาเผยแพร่ ทั้งนี้ถึงแม้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การพัฒนาเมืองผ่านการตัดถนน สร้างความเป็น superblock เป็นความรู้ที่มีมานานแล้วในวงการการวางแผนและพัฒนาเมือง แต่การศึกษาดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการจุดประกายความสนใจให้สังคมโดยกว้างหันมาเห็นความสำคัญของลักษณะโครงถนนแบบก้างปลา หรือที่นักผังเมืองมักใช้คำว่า cul-de-sacs ที่มีส่วนก่อให้เกิดการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯมากขึ้น ถนน cul-de-sacs เป็นศัพท์จากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าก้นถุง หมายถึงซอยตันตามผังการออกแบบชานเมืองในยุคต้น 1920’s ซึ่งในบทความนี้จะเรียกว่าเป็นแบบก้างปลาเนื่องจากถนนในกรุงเทพฯ ส่วนที่เป็น cul-de-sacs มักเป็นถนนหลักที่ตรงและมีซอยตรงที่เชื่อมเข้าแต่ตัน ลักษณะแบบก้างปลาจึงน่าจะมีความตรงไปตรงมากับลักษณะของโครงถนนในกรุงเทพฯมากกว่า [1] พัฒนาการของ มหานครซอยตัน โครงข่ายถนนดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่กรุงเทพฯกำลังเติบโตเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เมืองจึงเริ่มขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ดินในแถบชานเมือง ซึ่งเดิมทีเป็นที่ดินที่มักมีแปลงขนาดใหญ่สำหรับการเกษตร โดยที่รัฐเป็นผู้ตัดถนนเส้นหลักนำร่องการพัฒนาไปก่อน แม้แผนการพัฒนาของรัฐจะมีความต้องการการตัดถนนแบบเครือข่ายที่มีจุดเชื่อมต่อและทางเลือกมากมาย แต่เนื่องจากปัญหาการเวนคืนที่ดินและข้อจำกัดด้านงบประมาณและอื่นๆ รัฐจึงทำตามแผนได้อย่างกระท่อนกระแท่น ถนนเส้นรองที่มารองรับการเข้าถึงถนนเส้นหลักจึงมักถูกสร้างด้วยเจ้าของแปลงที่ดิน เพื่อสร้างการเข้าถึงและรองรับการแบ่งแปลงที่ดินให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งแปลงที่เล็กลงดังกล่าวมักถูกจัดสรรให้ตอบรับกับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยและกิจกรรมคนเมืองอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเติบโตของเนื้อเมือง [2] ประเด็นสำคัญของโครงถนนก้างปลา ที่สำคัญก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของประสิทธิภาพในการรองรับความหนาแน่นของการเดินทางในเมือง หากเราเทียบกับโครงถนนที่ตัดเป็นตาข่ายแบบในย่านเมืองเก่า ย่านคูเมือง หรือโครงถนนแบบตารางในยุคโมเดิร์น เราจะเห็นได้ว่าเรามีเส้นทางให้เลือกใช้ในการไปยังสถานที่หนึ่งๆ มากกว่าการมีโครงถนนแบบก้างปลา เมืองก้างปลากับข้อจำกัดการเดินทาง หากจะยกตัวอย่างให้ชัดเจนมากขึ้น เรามาลองนึกถึงตัวเลือกต่างๆ ในการเดินทางทุกเช้าจากบ้านของเราแต่ละคนไปยังที่ทำงานหรือโรงเรียน ฉันเชื่อว่าหลายคนคงมีทางเลือกอยู่เพียง 3-5 ทางเท่านั้น […]

น้ำไร้ทางออกจนตรอกอยู่ใต้บาดาล

01/09/2020

หลายคนคงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า วันที่น่ากลัวที่สุดของกรุงเทพฯ คือ “วันศุกร์ สิ้นเดือน ที่ฝนตก” ส่วนผสมของ 3 ปัจจัยที่ลงตัวที่สุดนี้ทำให้การจราจรหนาแน่น แน่นิ่ง และเนิ่นนาน จนกลายเป็นเรื่องขนหัวลุกของคนกรุงเทพฯ แทบทุกคน บางครั้งการเดินทางเพียง 15 นาทีในขณะที่ไม่มีการจราจรหนาแน่นก็สามารถถูกยืดให้กินเวลายาวนานถึง 3 ชั่วโมงได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกัน เมืองและวิถีชีวิตของผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อก่อนตอนที่คนส่วนมากทำงานประจำในบริษัท วันศุกร์ก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์จึงเป็นเหมือนวันปลดล็อกชีวิตให้ได้เริ่มพักผ่อนและวันสิ้นเดือนที่เงินเดือนออกจึงกลายเป็นวันที่ควรค่าแก่การให้รางวัลตนเอง ถึงแม้วิถีชีวิตดังกล่าวยังเป็นเรื่องปกติของหลายต่อหลายคน แต่คนเมืองอีกส่วนหนึ่งได้เริ่มหันมาทำงานในอาชีพอิสระรวมถึงทำงานนอกเวลาเสริมกับงานหลักของตนมากขึ้น ความสำคัญของคืนวันศุกร์ก็อาจจะค่อยๆ ลดลงในวิถีชีวิตของแต่ละคน บางคนอาจได้พักแค่ในวันอาทิตย์ บางคนอาจต้องทำงานวันเสาร์อาทิตย์แล้วได้พักในวันธรรมดาแทน หรือบางคนอาจไม่มีวันพักผ่อนที่แน่นอนเลยก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำงานอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ และคนทำงานนอกระบบอื่นๆ นอกจากนี้กระแสรายได้สำหรับคนที่ทำงานหลากหลายและคนที่ทำงานอิสระก็เริ่มไม่สัมพันธ์กับช่วงเวลาสิ้นเดือนอีกต่อไป เมื่อแต่ละคนมีวันว่าง วันพักผ่อน หรือวันให้รางวัลตนเองไม่เหมือนกัน ความหนาแน่นของการออกมาใช้เมืองและท้องถนนจึงมีความกระจัดกระจายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความสำคัญของวันศุกร์และช่วงสิ้นเดือนเริ่มลดลงในบริบทของวิถีชีวิตและการใช้เมืองที่ต่างไป จากส่วนผสมความน่ากลัวของรถติดทั้ง 3 ด้านที่กล่าวไว้ ปัจจัยที่ยังคงเหลืออยู่และดูจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นก็คงจะหนีไม่พ้นฝน จนกลายเป็นคำพูดใหม่ติดปากคนกรุงเทพฯ ที่เหลือเพียงสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ฝนตกรถติด” ในช่วงมรสุมของทุกปีอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเดือนที่ผ่านมานี้ ฝนและน้ำท่วมจะคอยกลับมาเป็นประเด็นทางสังคมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งในบทความนี้จะไม่พูดถึงเรื่องการจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมจากฝนมากนัก เนื่องจากเป็นประเด็นที่ถกกันในภาคสังคม ภาควิชาการ และภาคการเมืองมาอย่างมากแล้ว แต่ประเด็นที่น่าสนใจซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ (Climate […]

ชุมชนเมือง เดินทางไกลไปโรงเรียน

01/09/2020

ในวัยเด็ก ก่อนมีรถไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะแบบราง ฉันก็เหมือนเด็กกรุงเทพฯ หลายคนที่อาศัยอยู่ในบ้านอยู่ชานเมือง ต้องพยายามตื่นแต่เช้าตรู่ก่อน 6 โมงทันเวลากับรายการหนูดี แต่ถ้าเจ้าขุนทองมาเมื่อไหร่นั่นก็เท่ากับว่าฉันไปโรงเรียนสายแน่ๆ หลังจากจัดแจงนำตัวเองออกจากบ้านก็ต้องนั่งหลับมาในรถที่คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนขับ ผ่านถนนรถติดอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวและถูกส่งลงหน้าโรงเรียนทันเวลาพอดิบพอดีกับเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ เมื่อเลิกเรียนตอนเย็นฉันก็ขึ้นรถแล้วก็หลับๆ ตื่นๆ ด้วยความเหนื่อยล้าจากการตื่นเช้า การเรียน และการเล่นกับเพื่อนหลังเลิกเรียน ผ่านถนนเส้นเดิมที่ติดขนัดเพื่อกลับบ้าน แต่ขากลับของฉันมีความแตกต่างออกมานิดหน่อย เพราะพวกเราจะต้องใช้เส้นทางอีกทางหนึ่งเพื่อเข้าบ้านและเส้นทางนั้นจะต้องผ่านโรงเรียนรัฐบาลในระดับชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งโดยมากแล้วเนื่องจากฉันมักจะติดพันเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนจนเย็นย่ำ ผนวกกับสภาพรถติดที่เกินเยียวยาทำให้กว่าพวกเราจะกลับถึงละแวกนั้นก็เป็นเวลาหัวค่ำ โรงเรียนแห่งนั้นก็จะกลายเป็นอาคารมืดๆ หลังหนึ่งที่ยืนตระหง่าอยู่ที่ตีนสะพานเล็กๆ ข้ามทางด่วน ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนนอกระบบที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยสังกะสี เศษไม้ ยางรถยนต์และผ้าใบ ในบางโอกาสอันน้อยนิดที่ฉันได้กลับบ้านเร็วหลังเลิกเรียนทันที พวกเราก็จะมาถึงหน้าโรงเรียนดังกล่าวในเวลาที่เด็กๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังออกจากโรงเรียนที่ถูกนับเป็นโรงเรียนรัฐเหมือนกันกับโรงเรียนของฉัน มิหนำซ้ำฉันยังสังเกตเห็นว่านักเรียนในโรงเรียนนี้แต่งชุดนักเรียนคล้ายกันกับชุดของโรงเรียนฉันอีกเช่นกัน ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเราจะดูคล้ายกันเพียงใดความแตกต่างในการศึกษาและโอกาสอื่นๆ ที่ตามมามันคงเทียบกันไม่ได้ แต่ด้วยในวัยเด็กฉันกลับมองเห็นความต่างในความอิสระและความสะดวกสบายของเด็กเหล่านั้นที่สามารถเดินกลับบ้านกันเองได้ ฉันเห็นเด็กหลายคนเดินกลับบ้านกันกับกลุ่มเพื่อนเหมือนในหนังต่างประเทศที่ฉันเคยดูผ่านโทรทัศน์แต่ฉันกลับต้องมีผู้ปกครองไปรับไปส่งในเวลาที่เขาสะดวก แต่ถึงแม้ความคิดในวัยเด็กของฉันจะมองเห็นถึงความสะดวกสบายนั้น แน่นอนความสะดวกสบายสามารถถูกตีความได้ในหลายแง่มุมและความสะดวกในการไปโรงเรียนละแวกบ้านอาจเป็นเพียงผลลัพธ์ของข้อจำกัดทางรายได้และโอกาสของหลายครอบครัวในกรุงเทพฯ พอย้ายเข้ามาเรียนอยู่มหาลัย เพื่อนของฉันหลายต่อหลายคนเพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จากการเอ็นทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยที่กระจุกตัวอยู่ในมหานครแห่งนี้ และมีอีกหลายคนที่ย้ายเข้ามาตั้งแต่สมัยมัธยมต้นหรือมัธยมปลายเพื่อเข้าศึกษาในโรงเรียนต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในคุณภาพของอาจารย์และการศึกษา ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่ากรุงเทพฯ ในสายตาของวัยรุ่นและคนเป็นพ่อแม่ในจังหวัดอื่นมีนัยของการเป็นศูนย์รวมความรู้ วิทยาการ และการศึกษาซ่อนอยู่ ทำให้การเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ กลายเป็นก้าวสำคัญต่ออนาคตของใครต่อใครอีกหลายคน พอเริ่มทำงาน ฉันมีโอกาสเข้าไปในโรงเรียนรัฐบาลต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งที่อยู่คู่ชุมชนหรือที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้า ทั้งที่อยู่ใจกลางเมืองและชานเมืองเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การจัดเวิร์กชอปการเรียนรู้ การช่วยงานวิจัยของคนอื่น รวมไปถึงการเข้าไปศึกษาโอกาสและความท้าทายทางด้านการศึกษาในรั้วโรงเรียน […]

เจียงใหม่เมืองเตียวได้ : ถอดรหัส 3 ลักษณะเมืองเดินได้

01/09/2020

เชียงใหม่ ถือเป็นเมืองขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การปกครอง และการท่องเที่ยวของภาคเหนือ รวมถึงเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรมที่หลากหลาย จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เมืองเชียงใหม่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว รวมถึงจุดหมายของการอยู่อาศัยอีกด้วย หนึ่งในปัญหาสำคัญของเมืองขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย หรือในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาคงหนีไม่พ้นปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของผู้คนภายในเมือง (Urban Mobility) ปัญหารถติด และระบบขนส่งมวลชนเป็นต้น แนวความคิดในการพัฒนาเมืองด้วยการใช้รูปแบบการเดินทางภายในเมืองโดยไม่ใช้รถยนต์ หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนจึงถูกพัฒนาขึ้นและเป็นกระแสหลักในการพัฒนาเมืองทั่วโลก ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองได้พัฒนา “โครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี” ซึ่งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับการเดินเท้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเมืองหลักทั่วประเทศไทย สำหรับบทความนี้จะขอยกตัวอย่างผลการศึกษาเกี่ยวกับ “เชียงใหม่ เมืองเดินได้-เมืองเดินดี” มาเล่าสู่กันฟัง … เชียงใหม่เมืองเดินได้? แผนที่ด้านบน คือ แผนที่เมืองเดินได้ ซึ่ง “เมืองเดินได้ หรือ พื้นที่เดินได้ หมายถึง พื้นที่ที่เราสามารถอยู่อาศัยได้ในชีวิตประจำวันโดยการเดินเท้าหรือไม่ต้องพึ่งพาการใช้รถยนต์ เพราะสาธาธารณูปการที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในระยะที่เดินถึง”  เมื่อพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า สภาพโดยทั่วไปของเมืองเชียงใหม่มีลักษณะที่สามารถเป็นเมืองเดินได้ตามผลการศึกษานี้ โดยจะเห็นได้ว่าพื้นที่เดินได้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บริเณศูนย์กลางเมือง (แนวคูเมืองเชียงใหม่) และบริเวณรอบๆ เมืองภายในถนนวงแหวนรอบที่ 1 ซึ่งมีการแผ่ขยายไปเกือบทุกทิศทาง ยกเว้นทางด้านทิศใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเชื่อมกับสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นสิ่งกีดขวางการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ทางด้านทิศใต้ อย่างไรก็ตามลักษณะของเมืองเดินได้ของเมืองเชียงใหม่ สามารถตีความและจำแนกลักษณะของกลุ่มพื้นที่เมืองเดินได้ออกเป็น 3 รูปแบบที่น่าสนใจดังนี้ 3 ลักษณะทางพื้นที่เมืองเดินได้ ของเชียงใหม่ […]

Jobs-Housing Unbalance เมื่อกรุงเทพฯ มีจำนวนบ้านและแหล่งงานไม่สมดุล

01/09/2020

ปัญหาการจราจรส่งผลให้รถติด มลพิษเยอะ คนป่วย คงไม่ต้องบอกว่า กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในเมืองที่รถติดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยพึ่งเผยผลสำรวจว่าคนกรุงเทพฯ เสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการที่ต้องติดอยู่ในท้องถนนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 11,000 ล้านบาทต่อปี (เทียบเท่ากับมูลค่าลงทุนของรถไฟฟ้า 1 สายเลยทีเดียว) และล่าสุด Uber พึ่งเผยผลสำรวจว่าคนกรุงเทพฯ จะต้องเสียเวลาโดยเฉลี่ยไป 72 นาที หรือคิดเป็น 24 วันต่อปีกับสภาพรถติดและการหาที่จอดรถ นอกเหนือไปจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว รถติดยังทำให้คนกรุงเทพฯ มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลสถิติการเจ็บป่วยของกองวิชาการสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานครยังระบุว่าคนกรุงเทพฯ ยังมีแนมโน้มที่จะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงมากขึ้นทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละ 20,000-30,000 ราย ไม่ว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณมลพิษในบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น ฝุ่นละอองจากควันรถยนต์ เป็นต้น คำถามสำคัญคือ ทำไมกรุงเทพฯ ถึงรถติดกว่าเมืองอื่นๆ ทำไมคนกรุงเทพฯ ต้องมีต้นทุนด้านเวลา และเศรษฐกิจที่มากกว่าคนเมืองอื่นๆ หากพิจารณาในเชิงผังเมืองแล้ว คำตอบคงมีอยู่อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่ครอบคลุม ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น รถไฟฟ้าไม่ครอบคลุม พื้นที่ถนนน้อย หรืออาจจะเป็นเรื่องความไม่ต่อเนื่องของระบบการเดินทาง นโยบายไม่ส่งเสริมให้เดินทางอย่างอื่นแต่เน้นส่งเสริมให้ใช้รถยนต์เป็นต้น ความไม่สมดุลของจำนวนบ้านและจำนวนแหล่งงานที่กระจายตัวอยู่ภายในเมือง  ความไม่สมดุลนี้ส่งผลอย่างไรกับรถติด ลองคิดง่ายๆ ดูว่าถ้าคนกรุงเทพฯ หลายล้านคนที่อาศัยอยู่นอกเมือง ทุกคนต้องขับรถเข้ามาทำงานในพื้นที่แถวปทุมวัน สีลม สาทร […]

1 2