Life



ทางเท้าแบบไหนถูกใจหลวงพี่ สนทนากับ พระมหาใจ เขมจิตฺโต ว่าด้วยเสียงสะท้อนจากผู้สัมผัสเมืองด้วยเท้าเปล่า

09/04/2021

เรื่อง : นรวิชญ์ นิธิปัญญา, อวิกา สุปินะ ภาพ : ชยากรณ์ กำโชค ก่อนฟ้าสว่างบนถนนจักรพงษ์ หน้าวัดชนะสงคราม เป็นเวลาและจุดนัดพบของเรากับ พระมหาใจ เขมจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ซึ่งกรุณาให้เราเดินติดตามขณะบิณฑบาต พร้อมกับคณะภิกษุ-สามเณร ไปตามเส้นทางย่านถนนข้าวสารและตลาดบางลำพู ภาพที่เรามองเห็น คือ ภิกษุ-สามเณรทุกรูปเดินเรียงแถวอุ้มบาตรด้วยอาการสำรวม และเดินด้วยเท้าเปล่า หากจะอนุมานว่าสงฆ์คือคนเมืองที่ใกล้ชิดกับทางเท้าและเมืองมากที่สุด คงไม่ผิดนัก นี่เป็นที่มาของบนสนทนาว่าด้วยทางเท้าและเมือง และโครงการฟื้นฟูทางเท้าย่านรัตนโกสินทร์ 33 เส้นทาง กับพระมหาใจ ในฐานะ “ผู้สัมผัสเมืองด้วยเท้าเปล่า” การบิณฑบาตกับทางเดินเท้าที่เปลี่ยนไป           ตอนเช้านี่เดินลำบากมาก ทั้งพระสงฆ์ สามเณร ต้องเดินหลบร้านที่ตั้งอยู่บนทางเท้า ซึ่งเป็นร้านที่ตั้งอยู่มานานแล้ว   พระภิกษุสงฆ์ และสามเณร ต้องคอยเดินหลบสิ่งกีดขวาง หรือบางครั้งต้องเดินหลบลงถนน หนักไปกว่านั้น คือ พระอาจารย์ไม่สามารถเดินทางเท้ารอบวัดได้แล้ว เพราะว่าด้วยผังเมืองทำให้วัดชนะสงครามแทบไม่มีทางเท้า เพราะทางเท้ากลายเป็นร้านค้ามากมาย พอมีโควิด-19 ร้านค้าทยอยลดลง แต่ยังคงมีอุปกรณ์ของร้านค้าหลงเหลืออยู่ ถึงแม้จะแยกจากทางเท้าชัดเจน แต่พระก็ไม่สามารถเดินได้อยู่ดี เพราะพื้นที่เหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามในการเดินบิณฑบาต กล่าวได้ว่า “พระห้ามเดินในพื้นที่อโคจร” […]

ข้อเสนอสู่เมืองที่ดีกว่าโดยนักรัฐศาสตร์: ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และ ปลดล็อกโครงสร้างบริหารจัดการ

30/03/2021

กว่า 2 ชั่วโมงของการบรรยาย “Complex Public Governance in City Rehabilitation and Reconstruction toward Resilience” โดย ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มี 2 ประเด็นหลักที่เราสนใจ ประการแรก ผู้บรรยายชี้ให้เห็นกลไกการดำเนินงานของ กทม. ซึ่งมีกลไกที่สลับซับซ้อนและแฝงไปด้วยปัญหาที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ประการที่สอง คือ เสนอข้อชวนคิดที่จะนำมาปรับมุมมองปรับกลไกการทำงานของ กทม. ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการที่หยั่งรากลึก ชุดปัญหาหนึ่งที่ ผศ.ดร.ทวิดา หยิบยกขึ้นมาบรรยาย คือ ชุดปัญหาของยุทธศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์ของของกรุงเทพมหานคร (Dysfunctional Strategy) ได้แก่ 1) ไม่สามารถตีความยุทธศาสตร์ของเมืองออกมาได้เพราะหลายคนคนมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ร่วมของยุทธศาสตร์ 2) กำหนดยุทธศาสตร์ที่ไม่ยืดหยุ่น ยุทธศาสตร์ของ กทม. ถูกสร้างมาในปี 2555 และถูกนำมาใช้ในปี 2556 ซึ่งกระบวนการดำเนินการสร้างยุทธศาสตร์ในปี 2555 นั้นเจ้าหน้าที่ กทม. ได้มีการลงพื้นที่ไปสอบถามประชาชน มีการทำ […]

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม: เราต้องทำการเดินให้เป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวัน

23/03/2021

“เราต้อง normalize การเดิน ปัจจุบันการเดินกลายเป็นเรื่องพิสดาร กลายเป็นว่าต้องไม่มีรถแล้วสิถึงต้องเดิน นี่ทำให้การเดินกลายเป็นทางเลี่ยง ทั้งที่การเดินเป็นวิถีชีวิต ในชีวิตปกติเราเดินอยู่แล้ว ”   คือบทสนทนาส่วนหนึ่งของ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) สสส. ที่เราได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนพูดคุยมุมมองเกี่ยวกับประเด็นการเดินกับภารกิจสร้างเสริมสุขภาวะ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้บริหารคนสำคัญของ สสส. และ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk) โดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ซึ่งดำเนินอย่างต่อเนื่องเข้าปีที่ 8 แล้ว บทสนทนาของเราและ “คุณหมอไพโรจน์” เกิดขึ้นภายหลัง ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการ UddC-CEUS และหัวหน้าโครงการ GoodWalk นำเสนอความคืบหน้าโครงการซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลการดำเนินงานทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม ในการประชุมผู้อำนวยการ UddC-CEUS ยกให้ สสส. เป็น Change Agent ที่สนับสนุนกระบวนการศึกษาและกระบวนการร่วมมือในโครงการเมืองจำนวนมากทั่วประเทศ การเดินมีความสำคัญอย่างไร? การเดินสร้างเมืองสุขภาวะได้อย่างไร? ทำไมถึงต้อง […]

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด: มองเมืองผ่านมุมเศรษฐศาสตร์ และการสร้างมูลค่าจากเมืองแห่งการเรียนรู้

25/01/2021

เรื่อง : สหธร เพชรวิโรจน์ชัย ภาพปก : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) / นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ “ตราบใดที่ยังมองว่าข้าวคือข้าว เราก็ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เมืองก็เช่นกัน ถ้าเรามองเมืองคือเมืองเหมือนกัน มันก็ไม่สามารถสร้างมูลค่าได้” นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งของ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเมืองแห่งการเรียนรู้ ในฐานะที่เขาเป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นทั้งคุณพ่อที่สนใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพราะทุกวันนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่ได้ขยับขยายออกมาสู่นอกห้องเรียนอย่างเมืองที่เราอาศัยอยู่ สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้สำหรับทุกคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจต่อไป แล้วกระบวกการเรียนรู้สำคัญกับเมืองอย่างไร? มีกลไกลอะไรบ้างที่เราสามารถเปลี่ยนเมืองธรรมดาให้กลายเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้? เมืองในประเทศไทยพร้อมไหมกับการเปลี่ยนแปลง? ลองฟังความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถเข้ามาช่วยออกแบบเมืองให้เกิดมูลค่าได้จากบทสัมภาษณ์นี้ อาจารย์เริ่มสนใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่ตอนไหน จริงๆ สนใจเรื่องการศึกษามานานแล้วเพราะเราเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่นอกเหนือจากหน้าที่การงาน บทบาทสำคัญก็คือการเป็นพ่อครับ เพราะเวลาเป็นอาจารย์ เราจะเห็นการเรียนรู้แค่ในห้องเรียน แต่เวลาเราเป็นพ่อ เราจะเห็นการเรียนรู้ในอีกมุมว่า ลูกสามารถเรียนรู้ได้ในบางโอกาสซึ่งเราไม่คิดว่ามันคือการเรียนรู้ด้วยซ้ำ เช่น การดูนก การเล่นเกม การออกแบบเกม หรือการแต่งกลอน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนถูกจำกัดไปหน่อย ผมก็เลยนำสิ่งที่ได้จากลูกมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียน […]

10 ปี BIGTrees Project เครือข่ายที่ทำให้คนเมืองเรียนรู้ที่จะรักต้นไม้และสิ่งแวดล้อมเมือง

10/12/2020

4 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย แต่เมื่อ 4 ธันวาคมปี 2553 กลับเป็นวันที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เมื่อเกิดเหตุการณ์ต้นจามจุรีอายุกว่า 100 ปี บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 35 ถูกโค่นลง แม้ว่าจะมีการขอเจรจากับเจ้าของที่ดินไม่ให้ตัดต้นไม้แล้วก็ตาม ความเจ็บช้ำในวันนั้น ทำให้เกิดกลุ่มคนรักต้นไม้รวมตัวกันในนาม BIGTrees Project เพื่อเน้นเรื่องการสื่อสาร สร้างการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมให้คนในเมืองได้ไปสัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว โดยมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวในป่าคอนกรีตแห่งนี้ และกลายเป็นศูนย์กลางในการส่งเรื่องร้องเรียน หากมีการตัดต้นไม้ในที่สาธารณะ เพราะการตัดต้นไม้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความใหญ่” แต่เป็น “เรื่องใหญ่” ที่ทุกคนควรตระหนักรู้ วันนี้ The Urbanis จึงมาพูดคุยกับคุณ สันติ โอภาสปกรณ์กิจ และคุณ อรยา สูตะบุตร สองผู้ร่วมผู้ก่อตั้งกลุ่ม BIGTrees Project ณ Luka Cafe Siri House คาเฟ่และร้านอาหารท่ามกลางร่มไม้ใหญ่ในซอยสมคิด ย่านเพลินจิต ในวาระครบ 10 ปีที่สนับสนุนให้เมืองรักษาต้นไม้ และอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวให้งดงามมาถึงปัจจุบัน […]

ประท้วง-ช่วงชิง-เกทับ คุยกับธนาวิ โชติประดิษฐ เรื่องพื้นที่การชุมนุมและการเมือง

19/10/2020

การเมืองของมวลชนดูคุกรุ่น ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ประเด็นรุดหน้าไปอย่างที่หากมองย้อนอาจจะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ ยามบ่ายของวันหนึ่ง ในวันที่สนามหลวงยังไม่มีอีกชื่อว่าสนามราษฎร เรามีนัดกับธนาวิ โชติประดิษฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกเรื่อง ‘พลังทางการเมืองของศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยคณะราษฎร’ เพื่อพูดคุยในเรื่องพื้นที่ของเมืองกับการชุมนุม การช่วงชิงอำนาจในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ไปจนถึงหมุดคณะราษฎร  (1) ประท้วง Q: สังเกตว่าช่วงที่ผ่านมาการชุมนุมเริ่มเกิดบ่อยครั้งขึ้นและมักเข้ามาเสนอข้อเรียกร้องในเมือง ทำไมเป็นเช่นนั้น มีปัญหาที่ชุมชนแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วทำไมเขาต้องมาเรียกร้องในเมืองแบบนี้ใช่ไหม ถ้าพูดอย่างนี้ก็เหมือนกับว่าไม่มีการเรียกร้องหรือชุมนุมในพื้นที่ที่เป็นปัญหาเลย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ  อย่างไรก็ดี ถึงจุดหนึ่งก็จะต้องมีการชุมนุมในเมืองด้วย อย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ คิดว่ามันไม่ได้มีประเด็นซับซ้อนมากไปกว่าเรื่องที่ว่าการชุมนุมเรียกร้องอะไรบางอย่าง นั้นจำเป็นต้องเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง คือต้องให้สาธารณชนรับรู้ว่ามีประเด็นนี้อยู่ เป็นปัญหาที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยากจะส่งเสียง  พื้นที่ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับในเชิงกายภาพก็จริง แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ที่บรรจุคน มันมีบทบาทอย่างอื่นด้วย พื้นที่การชุมนุมจะต้องเป็นที่ๆ คนเห็นได้ในวงกว้าง ในหลายกรณี พื้นที่ที่คนไปชุมนุมอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพื้นที่ที่เป็นต้นตอของปัญหาเลยก็ได้ แต่มันก็จะมีความสำคัญในแบบอื่น เช่น มันเป็นพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หรือว่าอยู่หน้าโรงงานอะไรสักอย่างที่เขาจะไปประท้วง ซึ่งพื้นที่พวกนี้มันอยู่ในเมือง คนก็ไม่ได้ไปประท้วงเรื่องป่ารอยต่อในป่าใช่ไหม Q: ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะสะท้อนว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่มาจากเมืองด้วยไหม มันก็ขึ้นอยู่ว่าเรื่องนั้นคนที่ต้องจัดการมันอยู่ที่ไหน หน่วยงานที่ต้องจัดการอยู่ที่ไหน เรื่องมันใหญ่ขนาดไหน ถ้าคุณต้องการที่จะประท้วงโรงงานก. ที่อยู่ในอำเภอข. คุณก็อาจจะไปประท้วงหน้าโรงงานนั้น มันก็อาจไม่จำเป็นต้องไปประท้วงที่กรุงเทพฯ ก็ได้ แต่ถ้าหน่วยงานที่คุณต้องสื่อสารเรื่องนี้ด้วยมันอยู่ในเมือง […]

ภาพย่านเก่าในโลกยุคใหม่ ผ่านสายตาของ ‘เฮียเสก’ เจ้าของตำรับขนมจีบต้มแห่งย่านกะดีจีน-คลองสาน

06/10/2020

            สำหรับคนยุคนี้คงเป็นเรื่องยากจะจินตนาการถึงการอยู่อาศัยในพื้นที่สักที่นานหลายสิบปี แต่ถ้าย้อนมองกลับไป จะพบว่าในสังคมเรายังมีคน ‘อยู่ติดที่’ ในความหมายว่าทั้งผูกพันกับสถานที่และมีวิถีชีวิตสอดคล้องกับตำแหน่งแห่งที่ที่พวกเขาใช้ชีวิตมาตั้งแต่เกิด คุณเสก หรือเฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ ของคนย่านกะดีจีนคือหนึ่งในนั้น ด้วยเขาเติบโตในครอบครัวชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว ในบ้านไม้หลังกะทัดรัดติดกับวัดกัลยาณ์ที่เปลี่ยนด้านล่างเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดรสเด็ด ครอบครัวที่ถ่ายทอดสูตรความอร่อยให้เขาจนกลายมาเป็นอาชีพทุกวันนี้             ปัจจุบันเฮียเสกเป็นเจ้าของกิจการ ‘ขนมจีบต้มเฮียเสก’ ขนมจีบต้มเจ้าแรกในประเทศไทย เนื่องจากสูตรที่ใช้นั้นเป็นสูตรประจำตระกูลของเขาเอง “จริงๆ มันเป็นสูตรที่ครอบครัวทำกินกันมานานแล้ว เป็นขนมจีบต้มเนื้อแน่นๆ ที่ไส้จะรสจัดจ้านหน่อย เป็นตำรับของชาวแต้จิ๋ว แต่เราก็เอามาปรับสูตรให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น พอทำกินกันในบ้านบ่อยเข้า ก็เริ่มอยากลองขาย สุดท้ายก็กลายเป็นกิจการครอบครัวมาจนวันนี้” และไม่ใช่เพียงกิจการธรรมดา แต่เรียกว่าเป็นกิจการหนึ่งที่เป็นหน้าเป็นตาของย่าน กะดีจีน-คลองสาน ก็ว่าได้ เพราะนอกจากขนมจีบต้มสูตรเฮียเสกจะโด่งดังขนาดต้องโทรสั่งจอง ขนมจีบต้มเจ้านี้ยังช่วยทำให้เรารู้จักย่านนี้ได้อย่างลึกซึ้งขึ้นด้วย             “เมื่อก่อนย่านนี้ของกินเยอะกว่านี้มาก ยิ่งในยุคที่ยังไม่ตัดถนนจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือมาขายกับข้าวกับปลาในคลองกันเต็มไปหมด บนทางเท้าก็มีคนหาบของขาย มีอาหารให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว” เขาย้อนความหลังให้เราฟังทั้งรอยยิ้ม ก่อนเล่าประสบการณ์สมัยวัยเด็กเมื่อครั้งยังอาศัยอยู่ในบ้านไม้ใกล้วัดกัลยาณ์ให้ฟังว่า ละแวกท่าน้ำหน้าวัดกัลยาณ์เป็นแหล่ง ‘มะม่วงอร่อย’ อย่างที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน “สัก 40-50 ปีก่อน ถ้าใครอยากกินมะม่วงอร่อยต้องมาแถววัดกัลยาณ์ ช่วงฤดูมะม่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์จะมีเรือล่องมาจากดำเนินสะดวก จอดขายมะม่วงบริเวณปากคลองบางหลวงกันเป็นร้อยลำ เพราะเมื่อก่อนไม่มีตลาดผักผลไม้ใหญ่ เหมือนทุกวันนี้ เป็นอันรู้กันว่าใครอยากกินมะม่วงต้องมารอซื้อแถวหน้าวัดกัลยาณ์” เฮียเสกเล่าเรื่อยๆ ระหว่างชวนให้เราชิมขนมจีบต้มตำรับประจำบ้าน ก่อนเสริมถึงบรรยากาศของย่านในวันวานให้เราฟังอย่างออกรสไม่แพ้กัน […]

ไมล์สโตนความสำเร็จในการพัฒนาย่านกะดีจีน-คลองสาน ของวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

06/10/2020

จากสะพานด้วนมาจนถึงสวนลอยฟ้าเจ้าพระยา ใช้เวลาเดินทางกว่า 30 ปี สถาปัตยกรรมทิ้งร้างจึงแล้วเสร็จเป็นสะพานข้ามแม่น้ำให้ผู้คนเดินได้ในวันนี้  “ในการก่อสร้างเราก็ดูกันอยู่ทุกวัน มันอยู่ตรงนี้ มันเป็นความหวังของชาวบ้าน” ศาสตราจารย์ ดร.พระพรหมบัณฑิต  เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พูดถึงการเกิดขึ้นของสวนลอยฟ้า  วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้กับเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ทางฝั่งธนบุรี เป็นโบราณสถานที่ใครผ่านไปปากคลองตลาดหรือข้ามสะพานพุทธจะต้องมองเห็น พระบรมธาตุมหาเจดีย์สีขาวเด่นเคียงคู่ริมน้ำเจ้าพระยา นอกจากเป็นมรดกทางโบราณสถานแล้ว ยังเป็นแกนหลักสำคัญในการเชื่อมหน่วยงานราชการ เชื่อมชุมชน เชื่อมศาสนสถานในละแวก เชื่อมโรงเรียนและจากอีกหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนา เปลี่ยนแปลง ให้เกิดความยั่งยืนในย่านกะดีจีน-คลองสานเสมอมา  หลักวิธีคิดเช่นนี้ทำให้ ในปี 2556 วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากโครงการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย และแปซิพิค (ยูเนสโก)  มาในปี 2563 สวนลอยฟ้าเจ้าพระยาที่ทอดเชื่อมระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโครงการที่วัด ศาสนสถาน ชุมชน ราชการ โรงเรียน หน่วยงานจากรัฐและเอกชนทุกฝ่ายต่างได้มีส่วนร่วมทำให้สวนลอยฟ้าเสร็จสมบูรณ์ได้ตามที่ตั้งใจออกแบบวางแผน จนเกิดเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ข้ามสวนลอยฟ้ามาฝั่งธนบุรี เมื่อลงจากสะพาน สิ่งแรกที่จะแวะพักหลบร้อนคงหนีไม่พ้นวัดประยุรฯ ได้ทีจึงอยากพาทุกคนไปฟังทัศนะของพระพรหมบัณฑิต ต่อภาพของกะดีจีน-คลองสาน ในสายตาของพระนักพัฒนา ท่านมองเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างจากครั้งเก่าก่อนมาจนถึงตอนนี้  จากสะพานด้วนสู่สวนลอยฟ้า ท่านมองเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ชาวบ้านเขานำเสนอว่าอยากจะให้ปรับปรุงสะพานด้วน มันเป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวอยู่ประจานเรา เห็นอยู่ทุกวันๆ มาตั้ง 30 ปี ชาวบ้านเขาไม่ได้คิดอะไรไกล คิดแค่ว่าทำยังไงที่จะปรับเปลี่ยนตรงนี้ให้มันเป็นทัศนียภาพที่ดี ทางวัดมองเห็นว่า ถ้ามีสะพานนี้เป็นจุดดึงดูด สามารถพัฒนาอย่างที่ออกแบบมา คนที่เดินข้ามสะพานเขาก็ต้องมาเจอวัดประยุรฯ […]

“นิเวศแห่งการเรียนรู้” : บนเส้นทางการเติบโตของฮับ – เหมวิช เด็กชายอายุ 13 เจ้าของ นวัตกรรมเพื่อช่วยคนหูหนวก

20/09/2020

เรื่อง : เมธิรา เกษมสันต์ ภาพ/สัมภาษณ์ : ชยากรณ์ กำโชค 11 ปี คืออายุของเด็กชายคนหนึ่ง ที่เดินไปบอกพ่อแม่ว่า “ผมอยากทำเครื่องช่วยฟังเพื่อคนหูหนวก”   12 ปี คืออายุของเด็กชายคนนั้น ที่กำลังนั่งหาข้อมูลวิทยาศาสตร์ ต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเขียนบทคัดย่อโครงการ เพื่อเตรียมส่งสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นเข้าประกวดในโครงการ Google Science Fair 13 ปี คืออายุเมื่อเขาได้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ซึ่งถือเป็นเด็กไทยคนแรกที่ได้เข้ามาถึงรอบนี้ และเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุดของผู้เข้าร่วมโครงการ เด็กชายคนนั้นมีชื่อว่า เหมวิช วาฤทธิ์ หรือ ฮับ สิ่งประดิษฐ์ของเขา คือเครื่องช่วยฟัง EarZ สำหรับผู้พิการทางการได้ยิน ที่ใช้หลักการการนำเสียงผ่านกระดูก (Bone Conduction) และโปรแกรมฝึกการเปล่งเสียง EZ Speak เพื่อช่วยให้พวกเขาออกเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น   สิ่งที่น่าสนใจของเด็กชายคนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความอัจฉริยะเหนือเด็กทั่วไป แต่อยู่ที่วิธีการคิด วิธีการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่เด็กชายคนนี้เติบโตมา อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กอายุ […]

สภากาแฟกลางย่านกะดีจีน-คลองสาน ที่อยากสะท้อนภาพย่านเก่าผ่านพลังคนรุ่นใหม่ รูท-ฐานพงศ์ จิตปัญโญยศ

18/09/2020

            ภายใต้บรรยากาศขรึมขลังของย่านเก่าอย่างกะดีจีน-คลองสาน ด้วยตึกเก่าและวัดวาอารามอายุร่วมศตวรรษ ยังไม่นับคนเก่าคนแก่ที่แทรกตัวอาศัยอยู่ในย่านจนกลายเป็นเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์มีชีวิต และก็ด้วยบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่ทำให้หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะมีพลังงานของคนรุ่นใหม่แทรกตัวสร้างความเปลี่ยนแปลงอันน่าสนใจให้ค่อยๆ เกิดขึ้นในละแวกนี้             ทว่ามุมเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณใต้ร่มไม้ใหญ่ใกล้กับสำนักงานเขตคลองสาน ยังมีร้านกาแฟขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวเปิดรอรับมิตรภาพอยู่อย่างกลมกลืน ‘Deep Root Cafe’ คือร้านดังกล่าว ชื่อซึ่งสะท้อนถึงตัวศิลปินหนุ่มผู้ก่อตั้ง รูท-ฐานพงศ์ จิตปัญโญยศ และหมายรวมถึงรากเหง้าของชาวธนบุรี ที่หยั่งลึกลงในย่านเก่าแห่งนี้มาแสนนาน (1)             บ่ายวันแดดร่มลมตก เราจึงถือโอกาสเข้ามาสัมผัสกับเรื่องราวของรูทพร้อมคำถามที่เก็บไว้ในใจ ว่าทำไมคนรุ่นใหม่วัยสามสิบต้นๆ จึงตัดสินใจพาตัวเองและครอบครัวย้ายมาลงหลักปักฐานในย่านกะดีจีน-คลองสาน มานานหลายปี แม้บางคนจะสะกิดเตือนเขาว่าบริเวณนี้อาจไม่ใช่ทำเลทองสำหรับทำธุรกิจสักเท่าไหร่ หากประเมินจากความง่ายในการสัญจร             “ถ้าถามว่าทำไม ก็ต้องบอกว่ามันเกิดจากความชอบตั้งแต่เด็ก เพราะเราเคยใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำ ก็จะมีภาพความประทับใจในวิถีชีวิต ในบรรยากาศอะไรต่างๆ ฝังอยู่ในใจ พอโตขึ้นและเริ่มมองหาบ้าน โจทย์แรกๆ ที่คิดคืออยากมีบ้านริมแม่น้ำ ที่บรรยากาศสงบเงียบพอให้เราได้พักผ่อน แต่ด้วยอาชีพที่ต้องเดินทางเข้าไปทำงานกลางเมืองทุกวัน โจทย์นี้เลยไม่ง่ายเท่าไหร่”             เขาเล่าเรื่อยๆ ระหว่างชงกาแฟแก้วแรกของวันส่งให้เราจิบ ก่อนขยายความว่าในระยะแรกของการมองหาบ้านนั้น ย่านเก่าของกรุงเทพฯคือบริเวณแรกๆ ที่เขาหมายตา ด้วยช่วงชีวิตหนึ่งเคยใช้เวลาอยู่ในย่านการค้าอย่างเยาวราช และเกิดความรักในบรรยากาศแบบ ‘คนบ้านใกล้เรือนเคียง’ มาจนวันนี้             “เราว่าบรรยากาศของย่านเก่ามันเป็นเสน่ห์ที่เกิดจากความจริง […]

1 2 3 5