Life



จากการเมืองโลก ถึง วิกฤตเมืองเชียงใหม่ : มองโลกหลัง COVID-19 ผ่านสายตา ‘ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ’

30/06/2020

บทความนี้ให้สัมภาษณ์เมื่อ 27 พฤษภาคม 2563 ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าปี 2020 จะเริ่มต้นด้วยการมาของไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก แต่อีกแง่หนึ่งวิกฤตครั้งนี้ก็เป็นเหมือนบทพิสูจน์ในการทดสอบศักยภาพที่แท้จริงของผู้นำหรือรัฐบาลแต่ละประเทศในการจัดการกับปัญหา ซึ่งก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จจนได้รับความชื่นชม และที่น่าผิดหวังจนได้รับเสียงก่นด่าจากประชาชนจำนวนมาก ไม่เพียงแค่ความเชื่อมั่นของคนในชาติที่สั่นคลอน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีรอยร้าวอยู่แล้ว ก็เด่นชัดขึ้นหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นจีนกับสหรัฐ ไต้หวันกับจีน หรือสหภาพยุโรปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตอบสนองต่อวิกฤตได้ไม่ค่อยดีนัก The Urbanis ชวนมองปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านการสนทนากับ ‘ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ’  Pre-Doctoral Fellow แห่งสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับดีกรีจบปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะจาก Harvard Kennedy School และกำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ University of Oxford  อีกทั้งเขายังเป็นนักพัฒนากาแฟไทยที่ทำงานคลุกคลีกับชาวสวนกาแฟในภาคเหนือ จึงเห็นปัญหาของการจัดการของรัฐบาลตั้งแต่ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละออง ไปจนถึงความบกพร่องของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด  บทสนทนาในวันนี้จึงว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถานการณ์การเมืองโลก ไปจนถึงปัญหาเชิงสังคมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนและมิติของเมืองในอนาคต  COVID-19 เหมือนเป็นบททดสอบที่เผยศักยภาพการทำงานที่แท้จริงของผู้นำและรัฐบาลแต่ละประเทศออกมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง  ฟูอาดี้ : ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่เมื่อก่อนพอถูๆ ไถๆ ครั้งนี้มันโดนเปิดเผยออกมา เหมือนปัญหาที่อยู่ใต้ดินโดนเอาขึ้นมาบนดินหมดเลยว่าเรามีปัญหาอะไรบ้าง อย่างเรื่องความสับสนในการระบุเกณฑ์อย่างเจาะจงว่า ใครควรจะได้รับสิทธิ์เงินเยียวยา 5,000 บาท หรือเมื่อมีนโยบายออกมาเเล้วว่าใครที่ควรได้รับเงิน […]

พินิจพิศเรื่องเมืองกับพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

24/06/2020

“คุณจะถามอะไรผมอีก ผมพูดบ่อยมากเรื่องเมือง ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว” นั่นเป็นปฎิกิริยาแรกของ ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หรือ ‘จารย์พิชญ์’ ของนิสิต นักศึกษาและแฟนๆ รายการของอาจารย์ที่มักรู้ถึงสมญานามของฝีปากของอาจารย์ว่าเด็ดดวงถึงเพียงใด แม้ว่าอาจารย์พิชญ์ พื้นเพเป็นนักรัฐศาสตร์ แต่ความสนใจของอาจารย์อาจเรียกได้ว่าเป็นนักรัฐศาสตร์พหูสูตรเพราะอาจารย์สนใจความรู้ในหลากหลายแขนง และเรื่องเมืองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่อาจารย์มักลุกมาวิพากษ์เสมอ ส่วนหนึ่งอาจเพราะความเป็นรัฐและความเป็นเมืองนั้นล้วนเป็นเรื่องคู่กันมานับตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มตั้งถิ่นฐานเลยก็ว่าได้ ครั้งนี้เราชวนอาจารย์พิชญ์มาคุยเรื่องเมืองกรุงเทพฯ ในยุคหลังโควิดมาอ่านความคิดของอาจารย์ดูว่า หลังจากนี้โฉมหน้าของกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร มุมมองของนักรัฐศาสตร์อย่างคุณ โรคระบาดสะท้อนให้เห็นปัญหาอะไรในสังคมไทยบ้าง เราเห็นภาพของการเน้นใช้ระบบราชการเป็นหลักในการแก้ปัญหา จนจบงานนี้เราก็ยังไม่เห็นว่าชุมชนหรือสังคมจะเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอะไร ทุกอย่างมันเอื้อไปที่การใช้อำนาจของระบบราชการ ปัญหาคือรอบนี้เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการลองผิดลองถูกเยอะ ซึ่งการลองผิดลองถูกคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชน แล้วปัญหามันหลากหลายเพราะเมืองอย่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมันแตกต่างกันมาก กรุงเทพฯเป็นจังหวัดเดียวที่มีพื้นที่ความเป็นเมืองหนาแน่น ขณะที่ต่างจังหวัดความเป็นเมืองมันมีเป็นหย่อมๆ ไม่มีจังหวัดไหนที่มีพื้นที่เมืองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากคุณอยู่ในแวดวงรัฐศาสตร์อาจพอเห็นภาพว่า คนที่ดูแลต่างจังหวัดจริงๆ ไม่ใช่ตัวผู้ว่าฯ มันจะเป็นเป็นนายกเทศมนตรี ผู้ว่าฯ ​ถูกส่งจากส่วนกลาง หลายคนก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องพื้นที่ เดี๋ยวก็เปลี่ยนตัว เขาก็ทำดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องมีกระทรวงมหาดไทยนะ แต่เราเห็นบทบาทขององค์กรท้องถิ่นน้อย อย่างอบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ไม่เห็นบทบาทของเทศบาล ไม่เห็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานท้องถิ่นกับส่วนกลางเท่าไหร่ ผู้ว่าฯ ถูกส่งจากส่วนกลาง ถึงเวลารัฐออกออก พรก.ฉุกเฉินปุ๊บก็ overrule สิ่งที่ท้องถิ่นเขาคิดไว้ทั้งหมด จะเห็นว่าการบริหารจัดการส่วนกลางมันไม่แคร์เรื่องความหลากหลายของท้องถิ่น บางจังหวัดไม่มีคนติดเชื้อก็สั่งหยุด โรงเรียนก็ไม่ให้เปิด จะบอกว่าการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ทำให้เรายิ่งเห็นข้อเสียของการรวมศูนย์อำนาจ เราไม่สามารถเข้าใจปัญหาของท้องถิ่นจริงๆ เพราะทุกอย่างถูกมองจากส่วนกลาง คุณไม่เห็นเลยว่าท้องถิ่นเขาบริหารจัดการดูแลตัวเองได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งการจัดการศึกษาในท้องถิ่น ไม่มีการสร้างเงื่อนไขให้ชุมชนหารือกับส่วนกลาง วิธีคิดในการจัดการปัญหามาจากส่วนกลางจากระบบราชการอย่างเดียว ตั้งตารอส่วนกลางอสม.ปูพรม แต่คุณไม่เห็นบทบาท อบต. ไม่เห็นภาพของเทศบาล ทำได้ดีสุดก็คือออกไปแจกของ เพราะยิ่งทำอะไรมากส่วนกลางก็มองว่าเป็นการซื้อเสียงหรือเปล่า แจกเงินเดี๋ยวก็ผิดระเบียบไหม ทุกคนก็นิ่งไว้ก่อน ต่อให้ผู้ว่าฯ เริ่มเข้าใจในพื้นที่ ก็ถูกส่วนกลาง overrule อยู่ดี ในกรุงเทพฯ สภาพก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เราไม่เห็นบทบาทของแต่ละเขตเลยว่าจะทำอะไร สภาเขตในแต่ละเขตเขาจะมีส่วนร่วมในการช่วยกระจายอะไรไหม ไม่มี ทุกอย่างเป็นการสั่งการโดยระบบราชการส่วนกลางทั้งหมด ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ มันมีเมืองอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงก็คือ จังหวัดตามชายแดน ซึ่งคนพูดถึงน้อย อาจารย์ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ที่อยู่ภาคใต้ เคยยกประเด็นนี้มาพูด  คือจังหวัดชายแดนมีพลวัตแบบหนึ่ง คนมันเคลื่อนย้ายกันไปมา ซึ่งควบคุมไม่ง่ายเมื่อเทียบกับการเข้าเมืองหลวง เพราะจังหวัดชายแดนมันเข้ามาแล้ว แม้ว่าจะมีการกักตัวตามด่านตรวจฯ แต่กักได้ไม่หมดหรอก เพราะความไม่พร้อมหลายอย่าง  และเมืองชายแดนเหล่านี้เราไม่ได้โฟกัสเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เรื่องราวมีมากโดยเฉพาะฝั่งที่ติดกับเพื่อนบ้านของเรา ทั้งพม่า กัมพูชา จังหวัดแบบนี้น่าเป็นห่วง สรุปคือในทัศนะของคุณเอง มองว่าชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาครั้งนี้น้อยมาก มีส่วนแต่แบบตามมีตามเกิดไง แต่คุณไม่ได้มีโครงสร้างให้เขาทำอะไรได้มากกว่านี้ คุณลองไปดูคู่มือโรคระบาดขององค์กรอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) ดูส่วนสำคัญตัวที่เขาบอกไว้เลยก็คือ ในการแก้ปัญหาโรคระบาดคุณต้องมีชุมชนในการเข้ามาร่วมบริหารจัดการตั้งแต่ต้น หากมองในแง่ของการควบคุมโรค ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดอื่นมีช่องว่างอยู่มากไหมในการจัดการปัญหา เรื่องนี้อาจมองได้จากสองมุม ด้านหนึ่งดูในเชิงพื้นที่ อีกด้านหนึ่งดูผู้บริหารจัดการ ในแง่หนึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองเปิด เมืองที่มีความลื่นไหล คนเดินทางเข้าออกมาก แต่ศูนย์กลางอำนาจในกรุงเทพฯกลับน้อย คนสั่งการไม่เป็นระบบ เพราะกรุงเทพฯ ไม่มีกลไกที่เป็นจังหวัดจริงๆ ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันดี กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีระบบการปกครองที่ไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่ เป็นหน่วยงานที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเสียมากกว่า วิกฤตครั้งนี้เราจะเห็นเลยว่า ผู้ว่ากรุงเทพฯ พยายามทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ แต่ตัวกรุงเทพฯ ไม่ได้มีสถานภาพแบบนั้น ฉะนั้นจริงๆ แล้วผู้ว่ากรุงเทพฯ ทำอะไรได้ไม่มากเท่าผู้ว่าราชการจังหวัดเสียด้วยซ้ำ เพราะโดนรัฐส่วนกลางกลบความสำคัญ เทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดในส่วนภูมิภาค ในความหมายนี้ผู้ว่าฯ มีเครื่องไม้เครื่องมือครบกว่ามีระบบราชการ มี อสม. มีสาธารณสุขแต่ละระดับคอยกำกับดูแล ทำงานภายใต้ system command ของผู้ว่าฯ แต่ผู้ว่ากรุงเทพฯ ไม่สามารถทำอย่างนั้น เพราะรัฐบาลกลางนั้นข่มความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ไว้หมด กรุงเทพฯ ยังมีผู้เล่นคนสำคัญอีกหน่วยคือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย วิกฤตการระบาดของโควิดคราวนี้ คุณจะเห็นภาพว่ามีกลุ่มคุณหมออยู่สองกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน คือกลุ่มคุณหมอที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุขกับที่สังกัดโรงเรียนแพทย์ สังเกตว่าช่วงแรกที่เริ่มมีการระบาด ระบบการดูแลถูกแต่งตั้งดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสั่งการไปตามโรงพยาบาลในสังกัด ซึ่งในกรุงเทพฯ เข้าใจว่ามีแต่โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งการทำงานมันก็จะมันอยู่ในโครงสร้างของโรงพยาบาลราชวิถีกับโรงพยาบาลบำราศนราดูรเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้ให้โรงพยาบาลอื่นรับผู้ป่วย เพราะโรงพยาบาลอื่นๆ ส่วนมากก็เป็นโรงพยาบาลเอกชน กับโรงพยาบาลที่สังกัดกับมหาวิทยาลัย หรือหน่วยอื่นๆ เช่น ทหาร ซึ่งไม่ได้รายงานตรงต่อกระทรวงสาธารณสุข เราจะเห็นวันที่อาจารย์หมอมารวมตัวกันเข้าพบคุณประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ) แล้วช่วงที่ประยุทธ์เริ่มยึดอำนาจ ก็ดึงเอาคุณหมอปิยะสกล สกลสัตยาทร (อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) กลับมาซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขช่วงที่คุณประยุทธ์ทำรัฐประหาร (พ.ศ. 2558 – 2562) การทำงานก็เริ่มเปลี่ยน กระแสที่ออกมาว่าประเทศไทยอาจมีคนติดระดับสามแสนคนซึ่งนำมาไปสู่การปิดเมืองก็เป็นสายที่มาจากอาจารย์หมอเหล่านั้น ซึ่งมันเป็นคนละกลุ่มคนที่จัดการการระบาดในตอนแรก วิธีการเข้าถึงการแก้ปัญหาจึงเป็นคนละแบบ กระทรวงสาธารณสุข อยากเน้นตรวจเยอะๆ เน้นเฝ้าระวัง เน้นการเข้ามารักษาที่โรงพยาบาล อีกสายหนึ่งเขาเห็นว่าไม่พอ ต้องปิดเมือง คุณต้องเข้าใจว่าตัวละครที่เข้ามา มันมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน ฉะนั้นกรุงเทพฯ ตัวหลักจริงๆ คือทีมโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์นี่แหละที่เป็น game changer แต่สุดท้ายคุณประยุทธ์เขาก็ยึดอำนาจ เพราะต้องการสั่งทุกคน มันก็นำไปสู่คำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่าตกลงเราจำเป็นที่ต้องมี พรก.ฉุกเฉินไหม โรคระบาดคราวนี้ถูกโยงไปเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไปหรือเปล่า มันเป็นเรื่องการเมืองอยู่แล้วตั้งแต่แรก เราชวนตั้งคำถามว่าตกลงปัญหาคราวนี้เรามีกระบวนการแก้ปัญหายังไง คนที่เป็นคนกำหนดมาตรการการแก้ปัญหากลุ่มแรกๆ เลยคือสาธารณสุข แต่สาธารณสุขก็มีลักษณะตั้งรับมากเกินไป ให้ความสำคัญกับการรักษา ไม่ได้โฟกัสที่การระบาด พอมันระบาดจริงๆ เขาก็ถูกแทรกแซงโดยทีมของนายกฯ บวกกับอาจารย์หมอจากคณะแพทย์ต่างๆ  เลยทำให้การแก้ปัญหาครั้งนี้มีลักษณะที่อนุรักษ์นิยมมากจนกระทบกับเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งหมดคือมันก็เกี่ยวพันกับการเมืองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ในความคิดของคุณการใช้ พรก. ฉุกเฉิน ในการแก้ปัญหาครั้งนี้ มันไม่จำเป็น?  พรก.ฉุกเฉินทำหน้ารวบอำนาจเข้าสู่นายกรัฐมนตรี มันไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญในประเด็นอื่นๆ เพราะประเด็นอื่นๆ มันสามารถใช้อำนาจที่นายกรัฐมนตรีมีอยู่ ทำได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ตอนแรกๆ ที่คุณอนุทิน (นายอนุทิน ชาญวีระกูล-รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข) เข้ามาดูแลช่วงแรกๆ ภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เขาก็เสนอให้ปิดสนามบินอยู่แล้ว แต่คณะรัฐมนตรีไม่อนุมัติ ซึ่งมันก็เห็นแล้วว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการ พูดง่ายๆ คือนายกฯ คุม ครม.ไม่ได้ก็เลยต้องใช้ธีนี้แทน ส่วนการประกาศเคอร์ฟิว มันก็เป็นคำถามว่าการประกาศเคอร์ฟิวจำเป็นต้องใช้พรก.ฉุกเฉินหรือเปล่า ความสำคัญมันอยู่ที่ว่า นี่คือเรื่องทางการเมืองหรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถสื่อสารข้ามหน่วยงานที่เขาไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงได้ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาทาง ‘การเมือง’ แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ‘เมือง’ คิดว่าพรก.ฉุกเฉิน เมื่อไรจะเลิก อาจจะไม่เลิกง่ายๆ ปัจจุบันมันก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจากการรวบอำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่งมันก็เป็นการสร้างความมั่นใจว่าคุณสามารถบริหารจัดการประเทศนี้ได้โดยไม่ต้องทำให้นักการเมืองที่ร่วมรัฐบาลมีฐานะเท่าเทียมกับคุณ อีกทางหนึ่งนี่ก็เป็นเงื่อนไขห้ามการการรวมตัวจุดชนวนของนักศึกษาได้ มันเลยถูกมองว่าการแก้ปัญหาครั้งนี้มันมีนัยยะทางการเมือง เพราะข้อหนึ่งที่สำคัญคือเมื่อออกกฎหมายนี้มาแล้ว คนสั่งไม่ต้องรับผิด ทำอะไรไปแล้วคุณฟ้องไม่ได้ แต่ถ้าคุณออกคำสั่งในพรบ.ปกติ คุณฟ้องศาลปกครองได้ว่ามันเป็นคำสั่งไม่ชอบธรรม เป็นคำสั่งที่เกินเลย พอมองเห็นตัวอย่างว่ามีที่ไหนที่สร้างสมดุลได้ดีระหว่างการควบคุมกับการรักษาเสถียรภาพ ปล่อยวางให้เศรษฐกิจมันเดินได้ ผมว่าส่วนใหญ่เขาก็ทำกัน อย่างสิงคโปร์ใช้ตรรกะแบบตลาดหุ้นคือแก้ปัญหาแบบ circuit breaker หมายความว่าเวลาที่คุณจะปิดหรือเปิดเมือง ต้องมีเงื่อนไขว่าด้วยเหตุผลอะไรคุณถึงจะปิดหรือกลับมาเปิดเช่นว่า ถึงระดับที่ระบาดมากขึ้นก็ปิดทีหนึ่ง พอดีขึ้นก็เปิดเมือง แต่ของเรามันเป็นลักษณะที่ว่าปิดแล้วไม่ได้บอกเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมว่าจะเปิดเมื่อไร ผมถามว่าเวลาที่คุณเปิดจากขั้นหนึ่งไปเป็นขั้นสองและสามรัฐบาลบอกประชาชนหรือเปล่าว่าอะไรเป็นตรรกะเงื่อนไข แต่คุณเปิดเหมือนเป็นความเมตตากรุณาของผู้ปกครอง ทำไมไม่กำหนดไปว่าถ้ามีคนติดต่ำกว่า 5% ภายในกี่วัน เราจะเปิดหรือมีมาตรการต่อไปเป็นแบบนี้ๆ หรือคำนวณผู้ป่วยกับจำนวนเตียงที่เรามี โรงพยาบาลมีกำลังแบกรับเท่าไร ฯลฯ ไม่ใช่ว่าคุณมาบอกอย่างเดียวว่า การ์ดอย่าตกๆ แต่ไม่บอกว่ากำลังตัดสินใจทำอะไรอยู่ ยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าประชาชนไม่มีบทบาทอำนาจอะไรเลย  รัฐไม่ได้สร้างความรู้สึกร่วมกับประชาชนว่าถ้าเราร่วมมือกันทำตรงนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในช่วงเวลาที่เราโดนจำกัดเรื่องพื้นที่ทั้งในแง่ของกายภาพและในเชิงความคิดเห็นในการแสดงออกมันสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง มันทำให้เราเห็นว่าสังคมเรามีความเหลื่อมล้ำสูง ความเหลื่อมล้ำมันฉายภาพชัดขึ้น คนรวยไม่เดือดร้อนเพราะเขาบริหารจัดการชีวิตได้ แต่คนจนเขาต้องอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ต้องพึ่งพากันสูงอยู่แล้ว มันก็กระทบหนักกับอีกชนชั้นหนึ่งค่อนข้างมาก […]

เติบโตจากการใช้ชีวิตในต่าง ‘เมือง’ : คุยกับลูกเรือในวันที่ COVID-19 ทำให้ต้องหยุดบิน

15/06/2020

หากนึกดูให้ดี ‘สายการบินระหว่างประเทศ’ แท้จริงแล้วคือ ‘สายการบินระหว่างเมือง’ ไฟลท์บินระหว่างไทย – อังกฤษ ส่วนใหญ่คือ การเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ – ลอนดอน เช่นเดียวกับไฟลท์บินไทย – สิงคโปร์ ย่อมไม่ใช่อะไรอื่นใดระหว่างการเชื่อมสองมหานครหลวงของทั้งสองประเทศ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่อาชีพบนเครื่องบินเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน เพราะอาชีพนี้เปิดโอกาสให้เราได้เห็น ‘บ้าน’ และ ‘เมือง’ หลายแบบ การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบโดยตรงทุกประเทศทั่วโลก บางสายการบินถึงกับล้มละลาย เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายโดยไม่มีรายได้เข้ามา การปรับลดต้นทุนและใช้มาตราการฉุกเฉินอาจทำให้รอดจากสภาวะนี้ หากแต่เรายังไม่รู้ว่าเหตุการณ์แพร่ระบาดจะจบลงตรงไหน นับว่าเป็นอีกวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมและบุคลากรทางการบินได้เผชิญ ในขณะที่ใครหลายคนสามารถ work from home ได้ แต่ดูเหมือนว่า โอปอล์ – ศศินันท์ บุญเฉียน ลูกเรือสายการบินแห่งหนึ่งไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ดูเผินๆ ก็ไม่มีอะไรแปลก เพราะเมื่อเครื่องบินบินไม่ได้ ลูกเรือก็ต้องหยุดงาน ทว่าโอปอล์ต้องประจำอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ‘เมือง’ ที่ไม่ใช่ ‘บ้าน’ ของเธอ อย่างผู้อยู่อาศัย แม้จะมีทางเลือกให้เธอกลับ ‘บ้าน’ ได้แต่ก็มีหลายเหตุผลให้โอปอล์เลือกที่จะอยู่ที่นี่ น่าสนใจว่า มุมมองต่อ […]

ป่วยใจ : สึนามิลูกที่ 4 หลังโรคระบาด เมืองจะรับมืออย่างไร? คุยกับ นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์

02/06/2020

ผลสำรวจพบว่าประชาชน 51.85% มีความเครียดและความวิตกกังวล และจำนวนผู้ที่โทรมาขอคำปรึกษากับ กรมสุขภาพจิต ทางสายด่วน 1323 เพิ่มขึ้นจาก 20-40 ราย ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.63 เป็น 600 รายในเดือน มี.ค.63  กรมสุขภาพจิต ตัวเลขทางสถิติข้างต้นที่ยังไม่นับรวมความรุนแรงภายในครอบครัว และอัตราการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ความเครียดสะสมจากปัญหาเศรษฐกิจสังคมในประเทศไทยที่เรื้อรังมายาวนานและมาตรการในการควบคุมโรคโควิด-19 ทั้งการรักษาระยะห่าง การปิดสถานประกอบการ การลดการติดต่อทางกายภาพ ล้วนส่งผลให้คนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะเครียด วิตกกังวล ซึ่งเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่แม่ค้าในตลาด เด็กนักเรียน ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์เอง ที่ต่างเจอกับปัญหาทางสุขภาพจิตและอาจถึงขั้นเข้าได้กับอาการผิดปกติทางจิตเวช  จากการถอดบทเรียนในหลายประเทศพบว่าแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 นั้น แบ่งได้เป็นคลื่น 4 ลูก คือ คลื่นลูกที่ 1 ในช่วง 1-3 เดือนแรกที่เริ่มมีโรคระบาด และอาจยาวนานถึง 9 เดือนหากมีการกลับมาระบาดซ้ำเป็นช่วงที่สร้างผลกระทบกับสุขภาพของคนและขีดความสามารถของโรงพยาบาล เพราะพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง คลื่นลูกที่ 2 คือ ช่วง 2-4 เดือนหลังเริ่มมีโรคระบาด เป็นช่วงที่ผู้ป่วยเร่งด่วนที่ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เช่น ผู้ป่วยผ่าตัดที่รอได้ต้องได้รับการดูแลหลังจากชะลอการพบแพทย์ไปก่อนหน้านี้ และอาจกลับมาสู่หน่วยบริการแบบ […]

คุยเรื่องห้องเรียนในอนาคต กับ ยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกเบื้องหลังแนวคิดพื้นที่เรียนรู้แบบไฮบริดในซิลิคอนแวลลีย์

27/05/2020

“ผมมองว่าหลังโควิด-19 คนในแคลิฟอร์เนียก็ยังจะกลับมาเข้าเรียนเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือกรอบคิดของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องการเชื่อมต่อกับผู้คน หลัง COVID-19 แม้เมื่อมียารักษาแล้ว ผู้คนก็ยังไม่ลืมว่าเขาเคยสามารถทำงานที่บ้านได้ เคยเรียนและคุยกับคนทั้งห้องที่บ้านผ่านออนไลน์ได้ และเขาก็จะเริ่มถามว่า ทำไมเราจึงมีห้องว่างและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากมายนัก ทั้งที่บางส่วนสามารถย้ายไปอยู่ Online ได้” ยรรยง บุญ-หลง ผลกระทบที่เกิดขึ้นของโควิด-19 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาแทบทุกประเทศอย่างฉับพลัน ทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การปรับตัวในระยะสั้นด้วยการเรียนทางไกลส่งผลให้นักเรียนและโรงเรียนต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ วิกฤตโควิด-19 ยังทำให้เกิดความปกติใหม่ ที่ทำลายแนวคิดการเรียนรู้แบบเก่าที่ผูดขาดการเรียนการสอนในระบบไว้ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมเท่านั้น  The Urbanis ชวน ยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกชุมชนชาวไทย ผู้เป็นสมาชิกของสมาคมสถาปนิกอเมริกัน (The American Institute of Architects) พูดคุยเรื่องการเรียนรู้ในอนาคต ทั้งรูปแบบการเรียนการสอน คุณภาพการศึกษา รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้แห่งอนาคต ที่ยังคงไว้ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และสนับสนุนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ปัจจุบัน ยรรยงอาศัยในสหรัฐอเมริกา เพื่อทำงานวิจัยและออกแบบโรงเรียนของรัฐในเขตซิลิคอนแวลลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แน่นอนว่าแนวคิดที่ยรรยงให้ความสนใจและทำการศึกษาออกแบบอยู่ อาจถูกเร่งปฏิกิริยากลายเป็นความจริงได้เร็วขึ้นเพราะวิกฤตโควิด-19 ที่สั่นสะเทือนไปทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่แวดวงทางการศึกษา เมื่อพูดถึงซิลิคอนแวลลีย์ หลายคนคิดถึงภาพศูนย์รวมของบริษัทและสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ต่างแข่งขันกันนำเสนอนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เช่นเดียวกัน โรงเรียนในเขตซิลิคอนแวลลีย์ก็ย่อมมีความพิเศษไม่แพ้กัน ซิลิคอนแวลลีย์ การศึกษาส่วนผสมของแพลตฟอร์มการเรียนรู้เป็นอย่างไรบ้าง […]

การอยู่อาศัยแนวตั้งในเมืองชั่วคราว เมื่อ Covid-19 ทำให้เห็นภาพปัญหาชัดขึ้น

25/05/2020

2020 ถือเป็นปีที่ทำให้ใครหลายคนได้หยุดการทำงานและกลับไปอยู่บ้านนานกว่าปีไหนๆ เพราะการเข้ามาของโรคระบาดอย่างไวรัส Covid-19 ทำให้โลกทั้งโลกที่เคยหมุนปกติ สะดุดเสียจังหวะ วิถีชีวิตที่เคยดำเนินมานั้นต้องพลิกผันยากควบคุม  จากวิกฤตนี้ทำให้คนต่างจังหวัดที่ต้องมาทำงานและอาศัยในเมืองกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดได้นานขึ้น ใกล้ชิดกับครอบครัว มีเวลาทำอย่างอื่น อาจได้มองเห็นเส้นทางตัวเลือกใหม่ที่จะต่อยอดให้ชีวิตได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี แต่ยังมีอีกหลายคนที่กลับบ้านไม่ได้ และยังต้อง work from home ผ่านหน้าจออยู่ในห้องพักอาศัยสี่เหลี่ยมอย่างคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ สถานที่ที่เป็นดั่งที่อยู่อาศัยของชีวิต แม้จะเป็นการเช่าอยู่ก็ตาม  กรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่มีผู้คนมากมายทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาทำงาน ท่องเที่ยว ใช้ชีวิต วนเวียนและจากไป ในช่วงที่เกิดการระบาดของ Covid-19 ก็ทำให้ได้เห็นว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองชั่วคราวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในวันที่กรุงเทพฯ เพิ่งปลดล็อกดาวน์ อยากชวนทุกคนไปคุยกับ อาจารย์ภัณฑิรา จูละยานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยในโครงการวิจัย ‘คนเมือง 4.0 อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย’ ด้วยความสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยงานในส่วนที่อาจารย์เป็นผู้วิจัยคือโครงการย่อยที่ 2 พูดถึงเรื่อง ‘การอยู่อาศัย’ ชวนไปคุยกันถึงบ้านอาจารย์ แต่ผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ปรับเปลี่ยนไปกับวิถีชีวิตใหม่ที่เราทุกคนกำลังเผชิญ มีการคาดเดามากมายว่าหลัง Covid-19 ผ่านพ้นไป ผู้คนจะย้ายออกจากเมืองมากขึ้น […]

กรุงเทพมหานคร: เมืองมอเตอร์ไซค์ชั่วกาลปาวสาน คุยกับ อ.ดร.เปี่ยมสุข สนิท ในวันที่ถนนของเมืองเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์

15/05/2020

ถ้าย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าที่ Covid-19 จะเข้ามามีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ลองหลับตาแล้วนึกถึงปัญหาของการเดินทางในกรุงเทพมหานครดูหน่อยสิว่า คุณนึกถึงอะไรบ้าง? การจราจรแออัดแบบติดท็อป 10 ของโลก, รถไฟฟ้าแพง, รถเมล์ไม่เคยพอ, มอเตอร์ไซค์ย้อนศรเรื่องปกติ หรือบางทีก็วิ่งบนทางที่คนควรจะได้เดิน, จากบ้านไปที่ทำงานต้องขึ้นวิน โหนรถเมล์ ลงเรือ แล้วต่อแท็กซี่ และยังมีอีกมากมายที่เอ่ยได้ไม่รู้จบสำหรับปัญหาการเดินทางในเมือง ซึ่งดูสวนทางกับป้ายใต้ราง BTS ที่เงยหน้ามองอยู่ทุกวัน ในประโยคที่ว่า ‘กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’ ภาพของการเดินทางในเมืองแบบสภาวะปกติ เชื่อว่าทุกคนน่าจะจดจำปัญหาที่ต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี แต่ทว่าตั้งแต่มีเหตุการณ์ Covid-19 ระบาด การเดินทางในเมืองและวิถีชีวิตที่จำต้องยอมเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับวิกฤตหนักหน่วง เราอาจจะนึกไม่ออกว่าอนาคตจะเปลี่ยนโฉมออกมาหน้าตาแบบไหน ในวันที่ต้องอยู่บ้านและเดินทางไปไหนก็ลำบาก จึงอยากชวนทุกคนไปคุยกับ อ.ดร.เปี่ยมสุข สนิท อาจารย์ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมผู้ร่วมวิจัยในโครงการวิจัย ชื่อว่า ‘คนเมือง 4.0 อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในเรื่องของ ‘การเดินทางในเมือง’ กรุงเทพมหานคร: เมืองมอเตอร์ไซค์ชั่วกาลปาวสาน, มอเตอร์ไซค์รับจ้าง: เส้นเลือดฝอยของคนเมือง,มอเตอร์ไซค์รุ่งโรจน์ในยุคอีคอมเมิร์ซ ทั้งหมดคือบางส่วนในหัวข้อที่อาจารย์ใช้ในงานวิจัย ชี้ให้เห็นว่า มอเตอร์ไซค์ถูกยกให้มีบทบาทสำคัญสำหรับการเดินทางในเมือง และอาจารย์ยังบอกอีกว่า […]

ว่าด้วยการซื้อของในเมืองเบื้องต้น คุยกับ อ.ดร. พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ ในช่วงที่การเดินทางเป็นเรื่องลำบาก

13/05/2020

ลองนึกถึงสินค้าชิ้นล่าสุดที่คุณเพิ่งซื้อ คุณซื้อจากที่ไหน แล้วถ้าหากเป็นช่วงก่อนโควิด-19 จะระบาด ของชิ้นที่ว่า เดิมทีคุณจะซื้อจากที่ไหน คำตอบสำหรับภาพการซื้อของในเมืองมีได้หลากหลาย ทั้งจากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากมายมหาศาล ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตมหึมา หรือใช้นิ้วสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ก็มีให้เลื่อนให้ไถกันไม่หยุด รวมถึง ตลาดนัด และอื่นๆ  แต่การมาของโควิด-19 โรคระบาดครั้งใหญ่ที่ถูกทั้งโลกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ได้เปลี่ยนภาพการซื้อของในเมืองไปอย่างเห็นได้ชัดเจน ผู้คนไม่สามารถไปกินข้าวที่ร้านประจำได้ ถูกงดช็อปปิ้งในห้าง อยู่บ้านมากขึ้นกักตัวพร้อมกักตุนอาหาร และอีกหลายๆ อย่างที่ทำให้พฤติกรรมการซื้อของต้องเปลี่ยนไป  ในวันที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม อยากชวนทุกคนไปคุยกับ อ.ดร.พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยในโครงการวิจัย ‘คนเมือง 4.0 อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยงานในส่วนที่อาจารย์เป็นผู้วิจัยคือ โครงการย่อยที่ 5 ซึ่งพูดถึงเรื่อง ‘อนาคตของการซื้อของในเมือง’ การมาเยือนของโควิด-19 ส่งผลให้อนาคตการซื้อของของคนเมืองในงานวิจัยนั้นเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร สมมติฐานถึงอนาคตทั้งใกล้ไกลจะเบนเข็มไปในทิศทางไหน ทุกๆ อย่างกำลังเปลี่ยน เปลี่ยนไปจากความคุ้นชิน เปลี่ยนไปในทิศทางบังคับที่ทุกคนต้องปรับตัวตาม และยังไม่รู้เลยว่า คลื่นลมของการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ จะสงบลงได้ในวันไหน การพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ เมืองควรมีร้านสะดวกซื้อเพราะอะไร เมืองเกิดจากตลาดแล้วก็วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ร้านค้าจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเมืองมาตั้งแต่ต้น การค้าในเมืองในยุค 1.0 […]

ชุมนุมอย่างไรให้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย คุยกับ ‘เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์’ เมื่อประเทศขาดพื้นที่สาธารณะ ในการแสดงออกทางการเมือง

12/05/2020

ช่วงที่ผ่านมาคำว่า ‘ลงถนน’ ดูจะเป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยขึ้น  อาจนับตั้งแต่ผลการเลือกตั้งปี 62 ถูกประกาศ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่บวกกับความไม่พอใจในการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนเป็นการชุมนุมแบบ ‘แฟลชม็อบ’ ในหมู่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ น่าเสียดายที่การเคลื่อนไหวครั้งนั้นต้องยุติลงเพราะการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพการลงถนนที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นจึงเริ่มเลือนลางไป แต่คำว่า ‘ลงถนน’ กลับมาเด่นชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลขาดศักยภาพในการรับมือกับ COVID-19 จนสร้างผลกระทบต่อประชาชนทุกย่อมหญ้า แม้ตอนนี้สถานการณ์ COVID-19 จะยังไม่คลี่คลาย แต่หลายฝ่ายต่างลงความเห็นตรงกันว่า ‘สิ้น COVID-19 นี้อาจเกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่’   อย่างไรก็ตามการชุมนุมที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ถือว่าไม่ง่ายเลย ทั้งในแง่ของการปฏิบัติและในเชิงพื้นที่ แต่จะทำอย่างไรให้การชุมนุมดำเนินไปได้ ?  หากจะมีใครสักคนให้คำตอบได้ ‘เป๋า’ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) น่าจะเป็นคนนั้น  จากประสบการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา และการทำงานภาคประชาสังคมที่หยิบจับประเด็นทางกฎหมายมาสื่อสารให้เกิดการตั้งคำถาม ไปจนถึงการทำงานรณรงค์ด้านสิทธิเสรีภาพอย่างแข็งขัน เมื่อเอ่ยถึงเรื่องกฎหมายที่พ่วงมากับการเคลื่อนไหวทางการเมืองทีไร ชื่อของเขามักปรากฎขึ้นมาเสมอ  บทสทนาระหว่าง The Urbanis กับ เป๋า ยิ่งชีพ ในวันนี้ จึงว่าด้วยการชุมนุมประท้วงอย่างไรให้ไม่ให้ผิดกฎหมาย พร้อมพูดคุยถึงปัญหาเรื่องพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ชุมนุม […]

Back to (home-based) school : ในวันที่กลับไปโรงเรียนไม่ได้ คุยกับ อรรถพล อนันตวรสกุล

08/05/2020

เหลือเวลาอีกไม่เกิน 60 วันตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการในการเปิดภาคเรียนประจำปี 2563 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 หลังจากที่เด็กนักเรียนได้หยุดเรียนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ณ ตอนนี้การเรียนออนไลน์และการเรียนทางไกลถูกพูดถึงเป็นวงกว้างและเป็นหนทางแก้ปัญหาจากการเว้ยระยะห่าง แต่จริงๆ แล้วสถานการณ์การศึกษาเปรียบเหมือนคลื่นใต้น้ำที่กำลังรอการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน การเตรียมพร้อมรับมือกับการระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อจะเป็นอย่างไร รูปแบบการเรียนการสอนจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนที่จะเข้าถึงเด็กทุกคน วิกฤตที่รออยู่จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาไทยเลยหรือไม่ วันนี้เรามาชวน ผศ.ดร.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนพูดคุยว่าด้วยเรื่อง การปรับตัวระบบการศึกษาหลังจากสถานการณ์โรคระบาด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่อาจารย์ ตั้งมา 12 ปีแล้ว ภารกิจหลักตอนนี้ ทำหน้าที่ติดตามการศึกษาทั่วโลกว่ามีการเคลื่อนไหวยังไงบ้างที่การศึกษาจะมีส่วนในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและคุณภาพการศึกษาสำหรับทุกคนอย่างผู้ใหญ่จะสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้พลเมืองโลกเป็นอย่างไร เน้นการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ Quality Education For All การศึกษาในประเทศไทยอยู่จุดไหน ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ การตัดสินใจมีความยืดหยุ่นน้อย ในด้านการศึกษาก็เช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้เรื่องความมั่นคงทางการเมืองมีส่วนสำคัญอย่างมาก อย่างเช่น ในอินโดนีเซีย มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ทำให้นโยบายด้านการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทยตรงกันข้าม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการศึกษาในประเทศไทยมีความไม่ต่อเนื่องสูงเปลี่ยนไปตามผู้กำหนดนโยบาย และในช่วง 5 ปีที่ผ่านจะเห็นได้ว่าขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นการบริหารจัดการเชิง top down ถึงแม้ก่อนหน้านั้นจะเป็นในเชิง top down […]

1 2 3