ในวิกฤตมีโอกาส : สร้าง กรุงเทพฯ เมืองสีเขียว จากโครงสร้างทิ้งร้างใจกลางเมือง

“ทำไมกรุงเทพฯ ไม่มีต้นไม้เยอะๆ แบบสิงคโปร์บ้าง” หลายคนที่เคยเห็นบ้านเมืองเขาคงอดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ เพราะเทียบกันแล้วเขาดูเจริญนำหน้าไปหลายก้าว

ในมุมการพัฒนาเมือง เราศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างเมืองที่มีองค์ประกอบบางอย่างเหมือนกัน เพื่อดูว่าองค์ประกอบที่แตกต่างทำให้เกิดผลลัพธ์ดีไม่ดีอย่างไร แต่กรุงเทพฯ กับสิงคโปร์แตกต่างกันหลายอย่าง การนำมาเปรียบเทียบกันตรงๆ จึงออกจะผิดฝาผิดตัวไปสักหน่อย

สิงคโปร์เป็นนครรัฐ มีอำนาจการตัดสินใจที่เด็ดขาดและรวมศูนย์ กลไกการปกครองจึงจัดการง่ายกว่ามาก ส่วนกรุงเทพฯ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หลายอย่างผู้ว่าราชการต้องขออนุมัติเห็นชอบจากหน่วยงานส่วนกลาง จะขยับอะไรก็ค่อนข้างยาก

แต่ในข้อจำกัดนี้ ถามว่าเรามีอะไรที่จัดการดูแลให้ดีขึ้นได้ไหม คำตอบคือมี

เรามีที่ดินเยอะกว่าสิงคโปร์แต่ไม่ได้ใช้ที่ดินให้คุ้มค่าเท่าที่ควร นอกจากดูตัวเลขปริมาณ สิ่งที่เราต้องสนใจคือตัวเลขสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อหัวที่ประชากรอย่างเราๆ ‘เข้าไปใช้งานได้จริง’ ความย้อนแย้งคือตัวเลขพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะของกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ กับพื้นที่ที่คนเข้าไปใช้งานได้จริงนั้นต่างกันอยู่มาก ทั้งที่การจั่วหัวว่า ‘สาธารณะ’ ย่อมต้องหมายถึงการเปิดให้คนเข้าไปใช้งานอยู่แล้ว

เอาตัวเลขมากางกันชัดๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด 1,568 ตร.กม. เรามีพื้นที่สีเขียวเกือบ 14,000 แห่ง รวม ราว 120,000 ไร่ มีสวนสาธารณะกว่า 8000 แห่ง รวมราว 23,000 ไร่ แต่พื้นที่สวนสาธารณะที่คนทั่วไปเข้าใช้งานได้มีเพียง 93 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ 4,250 ไร่ หรือ 0.43% ของพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น 

ขยับมาดูพื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะต่อหัว กรุงเทพฯ มีประชากร 5.7 ล้านคน เป็นจังหวัดที่มีประชากรแฝงมากที่สุดคือ 2.036 ล้านคน สมมติว่าคำนวณแบบรวมประชากรแฝง กรุงเทพฯ รองรับประชากร 7.736  ล้านคน เราจะมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 24.82 ตร.ม. ต่อคน มีพื้นที่สวนสาธารณะเฉลี่ย 4.98 ตร.ม. ต่อคน แต่หากคิดเฉลี่ยพื้นที่สวนสาธารณะที่เข้าไปใช้งานได้ ประชากรแต่ละคนจะเป็นเจ้าของพื้นที่สวนสาธารณะเพียง 0.88 ตร.ม. เท่านั้น

ทำไมตัวเลขจึงย้อนแย้งกันเช่นนี้ คำตอบอยู่ที่การให้นิยามพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะซึ่งกำหนดโดยสำนักสวนและสิ่งแวดล้อม สวนสาธารณะของกรุงเทพฯ นับรวมสวนที่เราไม่ได้ใช้พักผ่อนจริงเข้าไปด้วย อย่างสวนถนน (สวนไหล่ทาง สวนเกาะกลาง สวนทางแยก) และสวนเฉพาะทาง (เช่น สวนอนุสาวรีย์ สวนวัฒนธรรม สวนประวัติศาสตร์) เข้าไปด้วย นิยามพื้นที่สีเขียวนอกเหนือจากสวนสาธารณะก็มีปัญหาลักษณะเดียวกัน

อีกปัญหาคือ สีเขียวที่มีก็ไปกระจายตัวอยู่ชานเมือง คนในเขตเมืองชั้นในและย่านธุรกิจเลยยิ่งขาดแคลนสีเขียว โดย 5 เขตที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อคนสูงสุดไปกระจายตัวอยู่บริเวณชานเมืองทั้งหมด ได้แก่ เขตบางขุนเทียน (217.88 ตร.ม./คน) เขตหนองจอก (97.46 ตร.ม./คน) เขตคันนายาว (61.08 ตร.ม./คน) เขตคลองสามวา (41.69 ตร.ม./คน) และเขตมีนบุรี (38.1 ตร.ม./คน)

ส่วน 5 เขตที่มีสัดส่วนสวนสาธารณะต่อคนสูงสุดได้แก่ เขตคันนายาว (18.71 ตร.ม./คน) เขตบางขุนเทียน (14.77 ตร.ม./คน) เขตทวีวัฒนา (14.54 ตร.ม./คน) เขตปทุมวัน (14.03 ตร.ม./คน) และเขตหลักสี่ (13.43 ตร.ม./คน) นอกจากเขตปทุมวันที่มีสวนลุมพินี อีก 4 เขตล้วนอยู่ชานเมือง ซ้ำร้ายคือคนไม่สามารถเข้าถึงสวนในพื้นที่ดังกล่าวในระยะเดินได้ หรือเป็นสวนที่ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

เราต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ ยังมีสวนสาธารณะไม่เพียงพอและห่างไกลจากค่ามาตรฐานสากล ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำขนาดพื้นที่สีเขียวเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนไว้ที่ขนาดอย่างน้อย 7-9 ตร.ม. ต่อคน ตามลักษณะภูมิอากาศแต่ละประเทศ

สิ่งที่เราควรทำอย่างเร่งด่วนคือเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่สาธารณะเข้าถึงได้ทั้ง ‘ทางเท้า’ และ ‘ทางสายตา’ พื้นที่ที่เข้าถึงได้ทางเท้าหมายถึงสวนหรือทางเดินสีเขียว แต่ที่ดินส่วนใหญ่มีเอกชนเป็นเจ้าของ ที่อยู่อาศัยก็อยู่ใต้ร่มของการเคหะ กทม. มีข้อจำกัดทั้งด้านงบซื้อที่ดินและด้านอำนาจที่จะขออนุญาตใช้ที่ดินส่วนกลาง

ดังนั้นช่องว่างที่สีเขียวรุกคืบเข้าไปได้จึงเป็นที่ดินทิ้งร้างของเมือง เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วนที่รวมๆ มีมากถึง 600 ไร่ ตัวอย่างโครงการแบบรูปธรรมก็มีให้เห็นแล้ว เช่น พระปกเกล้าสกายปาร์ค ที่นำโครงสร้างเก่าอย่าง  ‘สะพานด้วน’ ซึ่งอยู่ระหว่างสะพานพระปกเกล้าขาเข้าและขาออก มาปรับปรุงให้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับคนเดินและสวนลอยฟ้าความยาว 280 เมตร หากไม่มองข้ามทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ (Leftover Asset) เหล่านี้ กรุงเทพฯ จะมีทำเลทองของต้นไม้อีกมาก ไม่ต่างจากอีกหลายเมืองทั่วโลกที่แปลงโฉมที่ดินเก่าเก็บให้เป็นโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิต

สิ่งที่เราทำได้อีกคือ จัดทำไกด์ไลน์สำหรับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เหมาะกับบริบทกรุงเทพฯ มีแนวทางดูแลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือ footprint ที่ชัดเจน สร้างพื้นที่สีเขียวแนวตั้งบนหลังคา ผนัง รั้ว และสร้างแรงจูงใจด้วยการลดหรือยกเว้นภาษี สำหรับคนที่ลงมือทำจริง

อย่ามองข้ามพลังสีเขียวในพื้นที่เหล่านี้ สีเขียวตามรั้วทำให้ผู้คนสัญจรกันรื่นรมย์ขึ้น หรือยกตัวอย่างในเชิงปริมาณให้เห็นชัดๆ ก็มีผลงานของคุณกิตติณัฐ พิมพิขันธ์ นิสิตสถาปัตยกรรมผังเมืองที่ปรึกษา ที่ศึกษาพื้นที่โครงการย่านพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมืองสองฝั่งถนนพระราม 1 พบว่าพื้นที่หลังคาของอาคารสูง 4 ชั้นขึ้นไปนับรวมกันได้ 202 ไร่ เกือบเท่าสวนลุมพินีด้วยซ้ำ

ในเชิงนโยบาย เรามีข้อจำกัดของโครงสร้างรัฐที่หน่วยงานยังไม่ทำงานร่วมกันในเป้าหมายระยะยาว มาตรการการใช้ที่ดินยังไม่เชื่อมโยงกับเรื่องการคลังและภาษี ทางออกสำคัญจึงน่าจะเป็นการกระจายอำนาจท้องถิ่นอย่างแท้จริง แล้วให้เครื่องมือการทำงานที่สมน้ำสมเนื้อกับภารกิจในย่านนั้นๆ สังเกตได้ว่าเมืองส่วนภูมิภาคก้าวหน้ากว่ากรุงเทพฯ มาก เพราะโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นอำนวย ดูจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ที่มีคูเมืองเขียวสวยเป็นตัวอย่างได้

ต่อจากนี้หากใครบอกว่ากรุงเทพฯ นั้นยากจะมีพื้นที่สีเขียวดีๆ อย่างใครเขา บอกเขาด้วยประโยคทองของวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง ก็องดิด ไปเลยก็ได้ว่า “Cela est bien dit, mais il faut cultiver notre jardin” แปลว่า “ที่ท่านกล่าวมานั้นดีแท้ แต่เราก็จะทำสวนของเราต่อไป”

โดย ผศ.ดร. นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)

รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)