19/05/2026
Environment

ฟังคนเมืองล้อมวงคุยเรื่อง “ปลูกผัก” เมื่อเมืองปลูกอาหาร และปลูกสุขภาวะไปพร้อมกัน

The Urbanis
 


เมื่อพูดถึง “การทำเกษตร” ภาพที่มักจะผุดขึ้นในหัวของใครหลายคนคงเป็นทุ่งกว้างสุดสายตา ผืนดินขนาดใหญ่ และแรงงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ความคิดเช่นนี้ทำให้เกษตรถูกผูกไว้กับพื้นที่ชนบทโดยปริยาย ราวกับว่าการปลูกพืชคือเรื่องของคนที่มีที่ดิน มีเวลา และมีความชำนาญพอจะรับมือกับดิน น้ำ ปุ๋ย และโรคพืชได้อย่างมืออาชีพ

ภาพจำเหล่านี้เองที่ทำให้ “เกษตรในเมือง” ดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนเมือง ทั้งที่ความจริงแล้วเมืองคือพื้นที่ที่การบริโภคอาหารเกิดขึ้นมากที่สุด และในขณะเดียวกัน เมืองก็เป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกห่างไกลจากต้นทางของอาหารเหล่านั้นมากที่สุดเช่นกัน เราเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต หยิบผักจากชั้นวาง ชำระเงิน แล้วกลับบ้าน กระบวนการทั้งหมดจบลงอย่างราบรื่นโดยแทบไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าอาหารมาจากไหน เดินทางมาอย่างไร และเราจะมีส่วนร่วมกับระบบอาหารนั้นได้มากกว่าการเป็นผู้ซื้อเพียงอย่างเดียวหรือไม่

การทำเกษตรในเมืองจึงไม่ใช่เพียงการปลูกพืชท่ามกลางคอนกรีต หากคือการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับอาหาร ระหว่างผู้บริโภคกับแหล่งผลิต และระหว่างข้อจำกัดกับความเป็นไปได้ เพราะเกษตรในเมืองไม่ได้มีรูปแบบเดียว เมื่อบริบทแตกต่างกัน ทั้งในแง่พื้นที่ ทรัพยากร เป้าหมาย และภูมิหลังของผู้ลงมือทำ รูปแบบของเกษตรในเมืองก็ย่อมแตกต่างไปด้วย บางพื้นที่ใช้แปลงผักเป็นห้องเรียน บางแห่งมองเรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นโจทย์หลัก บ้างพบว่าการปลูกต้นไม้ช่วยเยียวยาความรู้สึกบางอย่างในชีวิต

The Urbanis ชวนผู้อ่านสำรวจความเป็นไปได้ผ่านประสบการณ์ของผู้คนและพื้นที่ที่หลากหลาย จากวงเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “อนาคตเกษตรในเมือง: พื้นที่สุขภาวะและระบบอาหารของบ้าน ย่าน และเมือง” นำโดยคุณสุภาพร แสงสมาน ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ คุณนิสาคร พงษ์ระดาวัลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพูนสินเพชรสุขอุปถัมภ์ คุณสุธานีย์ แสนกล้า นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร คุณวิภาวรรณ ร่มรื่นบุญกิจ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมปลูกรักษ์พันธุ์พืช วิทยาลัยดุสิตธานี และคุณเพียงเพ็ญ ลิ้มกวีรัตยวาที ผู้เข้าร่วมโครงการร่วมด้วยช่วยปลูก

เมล็ดพันธุ์ที่ 1 เมืองไม่ใช่อุปสรรคของการปลูก: พื้นที่ที่จำกัด ≠ โอกาสมีจำกัด

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 5 ท่านได้แก่ ตัวแทนจากโครงการโรงเรียนของเราน่าปลูก โดย คุณสุภาพร แสงสมาน ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ตัวแทนจากโครงการสวนผัก 15 นาที โดย คุณธนนท์ชัย มงคลสุภา ครูโรงเรียนพูนสินเพชรสุขอุปถัมภ์ และคุณสุธานีย์ แสนกล้า นักวิชาการเกษตรปฎิบัติการ สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยตัวแทนจากโครงการร่วมด้วยช่วยปลูก โดย คุณวิภาวรรณ ร่มรื่นบุญกิจ อาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมปลูกรักษ์พันธุ์พืช วิทยาลัยดุสิตธานี และคุณเพียงเพ็ญ ลิ้มกวีรัตยวาที ผู้เข้าร่วมโครงการร่วมด้วยช่วยปลูก ร่วมเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแปลงเกษตรในบริบทของตนเอง ตั้งแต่โรงเรียนขนาดใหญ่ พื้นที่รกร้างริมทางด่วน สวนสาธารณะ วิทยาลัยอาหาร ไปจนถึงบ้านพักอาศัย แม้แต่ละพื้นที่จะมีข้อจำกัดต่างกัน ทั้งขนาดพื้นที่ แสงแดด หรือเงื่อนไขด้านกฎหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกพื้นที่ชี้ให้เห็นตรงกันคือ “ขนาด” ไม่ได้เป็นตัวกำหนดศักยภาพหรือโอกาสในการเริ่มต้นเสมอไป วิธีคิด วิธีการจัดการ และการออกแบบให้สอดคล้องกับข้อจำกัดที่มีอยู่ต่างหากคือปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเป็นไปได้ของพื้นที่นั้น ๆ

โดยคุณสุภาพรและคุณนิสาครเล่าว่า พื้นที่ที่เคยรกร้างหรือรอการพัฒนาของโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์และโรงเรียนพูนสินเพชรสุขอุปถัมภ์ ค่อย ๆ ถูกปรับให้เป็นสวนเกษตรเพื่อการเรียนรู้ แม้โรงเรียนจะมีพื้นที่เพียงไม่กี่ร้อยตารางเมตร และได้รับแสงแดดเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง แต่ด้วยการออกแบบแปลงให้เหมาะสมกับทิศทางของแสง การเลือกชนิดพืชให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และบริหารจัดการร่วมกันระหว่างครู นักเรียน รวมถึงภาคีที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ที่จำกัดจึงเริ่มทำงานได้เกินกว่าขนาดของมัน

ตัวแทนจากโครงการโรงเรียนของเราน่าปลูก โดย คุณสุภาพร แสงสมาน ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์
ตัวแทนจากโครงการสวนผัก 15 นาที โดย คุณธนนท์ชัย มงคลสุภา ครูโรงเรียนพูนสินเพชรสุขอุปถัมภ์

ดังที่คุณนิสาครกล่าวว่า “เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และปริมาณแสงแดด ทำให้เราต้องออกแบบพื้นที่ว่าจะทำอย่างไร จะปลูกอะไร สุดท้ายมันก็ประสบความสำเร็จ เราสามารถเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา แล้วก็ปลูกผักได้” ไม่เพียงเท่านั้น ผลผลิตบางส่วนยังถูกนำไปใช้ในโครงการอาหารเช้า ให้เด็ก ๆ ได้ทานผักที่ตนเองปลูก

พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรจึงทำหน้าที่มากกว่าการผลิตอาหาร หากเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบและการจัดการที่ตั้งต้นจากความตั้งใจของผู้บริหารสถานศึกษา ในการทำให้แปลงผักเป็นแหล่งเรียนรู้จริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริมชั่วคราว ตามที่คุณสุภาพรเน้นย้ำว่า “การทำเกษตรในโรงเรียน ไม่ใช่แค่ปลูกพืช แต่เราต้องการปลูกคน ปลูกนิสัย ปลูกจิตสำนึกผ่านการให้เด็กลงมือปฏิบัติจริง” วิสัยทัศน์เช่นนี้เองที่ทำให้พื้นที่ที่จำกัดสามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเรียนรู้ที่จับต้องได้

ขณะที่กรณีของสวนเบญจกิติ คือภาพสะท้อนสำคัญของความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องคุณภาพน้ำที่จะใช้ในการทำเกษตร รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎหมายที่หากมองผิวเผินอาจสรุปได้ทันทีว่า “ปลูกไม่ได้” แต่เมื่อเราปรับวิธีคิดใหม่ มีการทดลองปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำมาใช้ ปรับพื้นที่จากแปลงนาเป็นแปลงผักชั่วคราว ใช้พื้นที่ใต้ร่มอาคารทำปุ๋ยหมัก และเปิดกิจกรรมให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน แม้ผลผลิตจะไม่สามารถจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ แต่ก็ยังถูกนำไปแบ่งปันแก่ผู้ดูแลสวน สิ่งนี้สะท้อนว่าภายใต้ข้อจำกัด เมืองยังสามารถออกแบบโอกาสใหม่ให้การปลูกเกิดขึ้นได้เสมอ

ต่อมา ทางด้านของวิทยาลัยดุสิตธานี คุณวิภาวรรณชี้ให้เห็นว่า พื้นที่เกษตรของชมรมเริ่มต้นจากโจทย์เล็ก ๆ ในห้องครัว เมื่อนักศึกษาอยากปลูกผักใช้เอง เพราะวัตถุดิบที่สั่งมามักเหลือทิ้งหรือเสียหาย ทั้งที่บางเมนูใช้เพียงไม่กี่ใบ คำถามง่าย ๆ ว่า “เราปลูกเองได้ไหม” จึงนำไปสู่การตั้งชมรม ทดลองปลูก และค่อย ๆ พัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมการเรียนการสอนเข้ากับแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร และความยั่งยืนของวิทยาลัย

สุดท้าย ในระดับของครัวเรือน คุณเพียงเพ็ญเล่าว่า จุดเริ่มต้นของเธอไม่ได้มาจากความรู้หรือความตั้งใจจะทำเกษตรอย่างจริงจัง หากเกิดจากช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องเผชิญกับการสูญเสียคุณพ่อ เธอจึงมองหากิจกรรมบางอย่างให้คุณแม่ได้ทำ ครอบครัวจึงเริ่มทดลองปลูกผักและเรียนรู้ไปพร้อมกัน

ตัวแทนจากโครงการร่วมด้วยช่วยปลูก โดย คุณเพียงเพ็ญ ลิ้มกวีรัตยวาที ผู้เข้าร่วมโครงการร่วมด้วยช่วยปลูก

ดังนั้น เมืองจึงไม่ใช่อุปสรรคของการทำเกษตร พื้นที่ที่มีจำกัดอาจเป็นข้อเท็จจริงเชิงกายภาพ แต่ไม่ใช่ข้อจำกัดของความเป็นไปได้ หากเราเลือกจะปรับมุมมองและจัดวางวิธีคิดใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่มี

เมล็ดพันธุ์ที่ 2 กายดี ใจดี เราทำได้

เมื่อมองลึกลงไป เกษตรในเมืองไม่ได้ให้ผลลัพธ์เพียง “พืชผักสด” เท่านั้น หากยังค่อย ๆ หล่อเลี้ยงสุขภาวะทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน

ในมิติของร่างกาย ความเปลี่ยนแปลงมักเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวเราที่สุดอย่างอาหารที่เรากิน หลายคนเริ่มปลูกผักเพราะอยากมั่นใจว่าเราได้ทานผักที่มีความปลอดภัย บางคนเริ่มจากประสบการณ์ที่ชวนตั้งคำถาม เช่น ผู้ดูแลสวนเบญจกิติอย่างคุณสุธานีย์ที่เคยนำผักจากตลาดมาให้ไส้เดือนกิน แต่ไม่นานนักไส้เดือนจำนวนมากกลับตายลง เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้กลายเป็นคำถามใหญ่ในใจว่าสิ่งที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ผ่านกระบวนการใดมาบ้าง

ขณะเดียวกัน กระบวนการปลูกพืชยังทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ตั้งแต่การพรวนดิน รดน้ำ เก็บเกี่ยว เป็นกิจกรรมที่เรียบง่ายและทำได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุที่อาจไม่ได้ออกกำลังกายหนัก การมีแปลงผักเล็ก ๆ จึงกลายเป็นพื้นที่ดูแลสุขภาพโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้จริง แม้จะเป็นผักสวนครัวเพียงไม่กี่ชนิดก็ตาม เหมือนที่คุณเพียงเพ็ญเล่าว่า “ทุกวันนี้เหมือนเรามีซูเปอร์มาร์เก็ตผักในบ้าน วันไหนอยากทานอะไรก็เดินออกไปเด็ดได้เลย”

ไม่เพียงเท่านั้น ในมิติของสุขภาวะใจ การที่เราได้เฝ้ามองเมล็ดเล็ก ๆ แตกยอดในทุกเช้า เป็นจังหวะของความหวังเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตเมืองที่เร่งรีบ หลายครอบครัวพบว่าการดูแลต้นไม้ช่วยเปิดบทสนทนาในบ้านที่เคยเงียบเหงา เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องความอดทนจากการรอคอย และเกิดความภาคภูมิใจเมื่อได้เก็บผักจากมือของตนเอง 

ขณะที่คนดูแลสวนบางคนเลือกแบ่งปันผลผลิตให้เพื่อนบ้าน ดังที่คุณสุธานีย์สะท้อนว่า “แม้ผลผลิตจากสวนเบญฯ จะไม่สามารถจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ แต่มันทำให้เกิดการแบ่งปัน เราแบ่งผักให้คนดูแลสวน ให้คนที่มาเดินสวน ได้ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนของพวกเขา” การปลูกผักจึงไม่ได้จบแค่การผลิต หากขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นความสุขที่เรียบง่าย และจะค่อย ๆ ซึมลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากมายต่อไป

คุณสุธานีย์ แสนกล้า นักวิชาการเกษตรปฎิบัติการ สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

เมล็ดพันธุ์ที่ 3 อนาคตของเกษตรในเมือง

หากเมล็ดพันธุ์แรกคือการพิสูจน์ว่า “เมืองปลูกได้” และเมล็ดพันธุ์ที่สองคือการค้นพบว่า “การปลูกนั้นดีทั้งต่อกายและใจ” เมล็ดพันธุ์ที่สามอาจเป็นคำถามต่อไปว่า เกษตรในเมืองจะเติบโตไปอย่างไรในวันข้างหน้า

ในโรงเรียน แปลงผักกำลังถูกมองใหม่ จากพื้นที่สวนผักเล็ก ๆ ไปสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียน เด็ก ๆ จะไม่ได้แค่เรียนรู้วิธีปลูกผัก แต่จะได้เข้าใจระบบอาหารตั้งแต่ต้นทาง รู้จักดิน น้ำ การจัดการเศษอาหาร ไปจนถึงการทดลองใช้เทคโนโลยีทำ Smart Farm เพื่อเชื่อมโยงกับบทเรียนในห้องเรียน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองหรือคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

เช่นเดียวกันกับพื้นที่สาธารณะอย่างสวนเบญจกิติ แนวคิดเรื่องเกษตรในเมืองไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนสวนให้กลายเป็นแปลงผลิตขนาดใหญ่ แต่คือการเพิ่มกิจกรรมที่ทำให้คนเมืองได้เรียนรู้และลงมือทำจริง เป็นพื้นที่เวิร์กช็อปเล็ก ๆ มีการสาธิตการทำปุ๋ยหมัก ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้สวนเป็นมากกว่าที่พักผ่อน เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้เข้าใจที่มาของอาหารจนสามารถนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารได้มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้ ด้วยสถานการณ์สังคมสูงวัย สวนผักยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่กิจกรรมของผู้สูงอายุได้เช่นกัน หลายครอบครัวอยากเห็นชมรมปลูกผักเล็ก ๆ ในชุมชน ที่เปิดโอกาสให้คนวัยเกษียณได้พบปะ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน การได้ดูแลต้นไม้ ได้เฝ้ารอการเติบโตของพืช อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ช่วยให้ชีวิตประจำวันมีจังหวะและมีความหมายมากขึ้น

ขณะที่ในฝั่งของวิทยาลัยหรือสถาบันด้านอาหาร ความสนใจเริ่มขยับจากการปรุง ไปสู่การเข้าใจวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง การมีแปลงผักของตัวเองทำให้นักเรียนได้เห็นความเชื่อมโยงของทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การปลูก
การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการส่งต่ออาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพถึงมือผู้บริโภค

เมื่อมองเช่นนี้ อนาคตของเกษตรในเมืองจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้นเสมอไป แต่อยู่ที่การทำให้พื้นที่ที่มีอยู่ ทำหน้าที่ได้มากขึ้น เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ พื้นที่กิจกรรม พื้นที่พบปะ และต้นทางของอาหารที่คนเมืองเชื่อมั่น

ตัวแทนจากโครงการร่วมด้วยช่วยปลูก โดย คุณวิภาวรรณ ร่มรื่นบุญกิจ อาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมปลูกรักษ์พันธุ์พืช วิทยาลัยดุสิตธานี

บทสรุป: เมล็ดพันธุ์ของความเป็นไปได้

ท้ายที่สุดแล้ว เกษตรในเมืองอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของพื้นที่สุขภาวะและระบบอาหาร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ใกล้ตัวที่สุด เพราะสิ่งที่ทำให้สวนเกษตรเติบโตไม่ใช่เพียงดิน น้ำ และแสงแดด แต่คือความตั้งใจที่จะลงมือทำ แม้พื้นที่จะจำกัด แม้ความรู้จะยังไม่ครบถ้วน แม้ผลลัพธ์ในระยะแรกจะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม ทุกเมล็ดพันธุ์ต้องการเวลา และทุกการเปลี่ยนแปลงต้องการจุดเริ่มต้น ดังที่คุณวิภาวรรณทิ้งท้ายไว้ว่า “การปลูกพืชต้องอาศัยใจที่รักและอดทน เราควรเริ่มจากการปลูกในสิ่งที่เรารัก ปลูกในสิ่งที่เราชอบ แล้วเราจะสามารถหาเครือข่ายที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมได้”

หากวันหนึ่งคนเมืองจำนวนมากเลือกปลูกพืชเล็ก ๆ ใกล้บ้านของตนเอง เลือกตั้งคำถามกับที่มาของอาหาร เลือกที่จะแบ่งปันผลผลิตให้เพื่อนบ้าน เมืองก็อาจค่อย ๆ เปลี่ยนจากพื้นที่บริโภคเพียงอย่างเดียว ไปสู่พื้นที่ที่ผู้คนมีส่วนร่วมในระบบอาหารของตนเองมากขึ้น และเมื่อระบบอาหารไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงบางแหล่ง แต่กระจายตัวอยู่ในบ้าน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ โอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยก็จะง่ายขึ้น เสมอภาคมากขึ้น และทั่วถึงมากขึ้น

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเสวนาสาธารณะในหัวข้อ อนาคตเกษตรในเมือง: พื้นที่สุขภาวะและระบบอาหารของบ้าน ย่าน และเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะด้วยแนวคิดเกษตรในเมือง: กลไกบูรณาการเชิงนโยบายเพื่อสร้างพื้นที่สุขภาวะและพื้นที่ส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารของกรุงเทพมหานคร จัดโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรุงเทพมหานคร


Contributor