05/03/2026
Environment
เมืองที่ดี คือเมืองที่ไม่ลืมผู้สูงวัย
คณิสร เขียวทิพย์
วันนี้ The Urbanis ชวนผู้อ่านมอง “สังคมสูงวัย” ผ่านมุมมองที่ลึกกว่าตัวเลขประชากร เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางสถิติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนระเบียบของสังคมทั้งระบบ ตั้งแต่เศรษฐกิจ สวัสดิการ ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในเมือง
เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะดูแลผู้สูงวัยอย่างไร แต่คือ สังคมไทยได้ออกแบบโครงสร้างรองรับความแก่ไว้อย่างเพียงพอหรือไม่ บทความนี้จึงชวนสำรวจตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากร ความเปราะบางของผู้สูงวัยในปัจจุบัน ไปจนถึงแนวคิดการออกแบบสังคมที่ทำให้ทุกคนสามารถเดินเข้าสู่วัยชราได้อย่างมีศักดิ์ศรี
โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปในสังคมไทย
สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจย้อนกลับได้อีก นั่นคือการเปลี่ยนจากสังคมที่มีคนวัยแรงงานเป็นฐานหลัก ไปสู่สังคมที่ผู้สูงวัยกลายเป็นกลุ่มประชากรสำคัญ การเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยจึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะตัวเลขทางประชากรศาสตร์ หากแต่เป็นสัญญาณของการเคลื่อนตัวของ “เวลา” ในระดับสังคม กล่าวคือ สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตในวัยหลังการทำงานยาวนานขึ้น มีอายุขัยที่ยืดออก และต้องดำรงชีวิตอยู่ภายในโครงสร้างสังคมที่ถูกออกแบบขึ้นภายใต้สมมติฐานเดิมว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงานเป็นเวลานานกว่าวัยชรา (ปราโมทย์ ประสาทกุล และ ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์, 2554)
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้โครงสร้างเดิมของสังคมเริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งในด้านการจัดสรรทรัพยากร ระบบบริการ และบทบาทของประชาชนในแต่ละช่วงวัย ความสัมพันธ์ระหว่างวัยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวหรือความรับผิดชอบส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อทั้งระบบสังคม เมื่อผู้สูงวัยไม่ใช่กลุ่มชายขอบ แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างหลัก” ของประชากร สังคมจึงไม่สามารถมองพวกเขาในฐานะกลุ่มเฉพาะทางที่ต้องการการดูแลเป็นครั้งคราว หากต้องมองในฐานะกลุ่มประชากรที่มีบทบาทถาวรในโครงสร้างสังคม (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2565)
ภายใต้บริบทนี้ ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หากแต่อยู่ที่การปรับทั้งระบบสังคมให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ตั้งแต่การออกแบบนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงการนิยามความหมายของการเป็นสมาชิกในสังคมร่วมกันใหม่อีกครั้ง การเข้าสู่สังคมสูงวัยจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงประชากร แต่คือการเปลี่ยนระเบียบของสังคมในระดับลึก ที่บังคับให้เราต้องทบทวนวิธีคิดเดิมเกี่ยวกับชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างช่วงวัย
เมื่อผู้คนแก่ขึ้น แต่ระบบยังไม่พร้อม
แม้โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างรองรับกลับเคลื่อนตัวช้ากว่ามาก ผู้สูงวัยจำนวนมากในประเทศไทยยังเผชิญปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รายได้และเงินออมไม่เพียงพอ ระบบสวัสดิการภาครัฐยังไม่ครอบคลุมอย่างทั่วถึง ช่องว่างดังกล่าวทำให้ความแก่ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาของการพักผ่อนหลังการทำงาน หากกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในชีวิต
สำหรับผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อย การดำรงชีวิตประจำวันยังต้องพึ่งพาลูกหลาน เครือญาติ หรือการทำงานต่อไป แม้ว่าร่างกายจะเริ่มถดถอย สถานการณ์นี้สะท้อนว่าระบบรองรับความแก่ในสังคมไทยยังพึ่งพากลไกครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่กลไกระดับรัฐยังไม่สามารถทำหน้าที่ค้ำจุนความมั่นคงในชีวิตช่วงปลายได้อย่างเต็มที่ (วาราดา ทองจำนงค์ และ จิรันธนิน กมลเลิศ, 2568)
นอกจากมิติทางเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ภาระค่ารักษาพยาบาล และการเข้าถึงบริการที่ไม่เท่าเทียม ยังยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของผู้สูงวัย ความแก่จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมปรากฏชัดขึ้น ผู้สูงวัยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าย่อมสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้มากกว่า ขณะที่ผู้สูงวัยที่ยากจนกลับต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซ้อน ทั้งด้านรายได้ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
ในภาพรวม สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีผู้สูงวัยมากขึ้น แต่ยังไม่มีระบบสวัสดิการและโครงสร้างความคุ้มครองที่สอดคล้องกับความจริงดังกล่าว (พิทวัส พูนผลกุล และคณะ, 2566) ความไม่พร้อมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงวัยในฐานะกลุ่มประชากร หากเป็นสัญญาณของความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างของสังคมโดยรวม
ผู้สูงวัยในฐานะฐานรากของสังคม
การให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของความเมตตาหรือการสงเคราะห์ในเชิงมนุษยธรรม หากควรถูกมองในฐานะ “ความยุติธรรมทางสังคม” กล่าวคือ เป็นการยอมรับบทบาทของผู้สูงวัยในฐานะผู้สร้างโครงสร้างที่สังคมร่วมสมัยกำลังใช้ประโยชน์อยู่
ผู้สูงวัยในวันนี้คือคนที่เคยเป็นแรงงานหลักของประเทศ เป็นผู้ที่สร้างครอบครัวในช่วงเวลาที่ระบบรัฐสวัสดิการยังไม่เข้มแข็ง เป็นผู้ที่ลงทุนกับการศึกษาของลูกหลานในยุคที่โอกาสยังไม่เปิดกว้าง (สายชล สัตยานุรักษ์, 2565) และเป็นผู้ที่แบกรับต้นทุนของการพัฒนาในช่วงที่ความมั่นคงยังไม่เป็นระบบรองรับอย่างชัดเจน
โครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่สังคมใช้ในปัจจุบัน ตั้งแต่ระบบการศึกษา การสาธารณสุข โครงสร้างเศรษฐกิจ ไปจนถึงรูปแบบชีวิตเมือง ล้วนเกิดขึ้นจากแรงงาน ความอดทน และการเสียสละของคนรุ่นที่กำลังแก่ลงในวันนี้ หากปราศจากแรงงานและความพยายามเหล่านั้น สังคมร่วมสมัยคงไม่สามารถยืนอยู่ในจุดที่เป็นอยู่ได้
การออกแบบสังคมที่รองรับความแก่

การรับมือกับสังคมสูงวัยจำเป็นต้องขยับออกจากกรอบคิดแบบ “ช่วยเหลือเฉพาะหน้า” ไปสู่การ “ออกแบบเชิงโครงสร้าง” กล่าวคือ การดูแลผู้สูงวัยไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงมาตรการชั่วคราวหรือโครงการระยะสั้น หากต้องมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมระยะยาวที่ทุกคนจะต้องใช้ร่วมกัน
การออกแบบเชิงโครงสร้างหมายถึงการปรับระบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตที่ยืดออก การสร้างความมั่นคงด้านรายได้ในวัยหลังเกษียณ การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและต่อเนื่อง รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้ผู้สูงวัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงอยู่รอดในเชิงกายภาพ (Hattapradit et al., 2021)
วันหนึ่งเราทุกคนจะเดินมาถึงจุดเดียวกัน
ในท้ายที่สุด ประเด็นสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของ “คนอื่น” หากคือเรื่องของ “ตัวเราในอนาคต” ทุกคนล้วนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่ยืนอยู่คนละช่วงเวลา วันนี้เราอาจเป็นคนวัยทำงานที่ยังมีพลัง มีรายได้ และมองความแก่เป็นเรื่องไกลตัว แต่วันหนึ่งร่างกายจะช้าลง แรงจะลดลง และเราจะกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างสังคมเช่นเดียวกับผู้สูงวัยในปัจจุบัน
การสร้างสังคมที่ไม่ลืมผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เพียงการดูแลคนรุ่นก่อน แต่คือการวางรากฐานทางศีลธรรมและคุณค่าของสังคมร่วมกัน เป็นการยืนยันว่าทุกช่วงวัยมีความหมาย และทุกชีวิตสมควรได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียม
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ. (2567). อนาคตไทยในสังคมสูงวัย: การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบ. ThaiPublica.
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2565). สถานการณ์และผลการศึกษาสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2559-2565. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
จินต์ประวีร์ เจริญฉิม. (2560). รูปแบบกระบวนการถ่ายทอดศักยภาพภูมิปัญญาของผู้สูงอายุสู่ชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พิทวัส พูนผลกุล และคณะ. (2566). ผลกระทบของสังคมสูงวัยต่อภาระงบประมาณและทางเลือกเชิงนโยบาย. ธนาคารแห่งประเทศไทย.
ปราโมทย์ ประสาทกุล และ ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์. (2554). การเปลี่ยนผ่านทางประชากรและจุดเปลี่ยนสังคมไทย. วิทยาลัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
วาราดา ทองจำนงค์ และ จิรันธนิน กมลเลิศ. (2568). โครงสร้างเศรษฐกิจในยุคสังคมสูงวัย. วารสารวิชาการพัฒนาเมือง.
สมชัย จิตสุชน. (2568). การสร้างระบบสวัสดิการเพื่อรองรับแซนด์วิชเจเนอเรชัน. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI).
สายชล สัตยานุรักษ์. (2565). ความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวชนชั้นกลางไทย ทศวรรษ 2500-2540. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.).
Anantanasuwong, D., & Theerawanviwat, D. (2021). Manifest family solidarity of older persons in Thailand: A Latent Class Analysis. NIDA Development Journal, 61(1).
Hattapradit, F., et al. (2021). Ageing in place readiness in Thailand: urban and rural comparison. Institute for Population and Social Research, Mahidol University.
Knodel, J. (2014). Is Intergenerational Solidarity Really on the Decline? Cautionary Evidence from Thailand. Asian Population Studies, 10(2), 176-194.