19/03/2026
Life
ปลดล็อคประเทศไทย สู่สังคมเมืองสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ
ศุภกร มาเม้า
ประเทศไทยกำปลดล็อคประเทศไทย สู่สังคมเมืองสูงวัยอย่างมีสุขภาวะลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไม่เพียงเป็นประเด็นด้านประชากรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ โครงสร้างเมือง ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมโดยรวม
ในวันนี้ The Urbanis พาทุกท่านถอดบทเรียนการพัฒนาเมืองเพื่อรองรับคนทุกกลุ่มจากเวทีเสวนาที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการแพทย์ นโยบายสาธารณะ การบริหารเมือง และการวางผังเมือง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของสังคมสูงวัยในประเทศไทย พร้อมเสนอแนวคิดและแนวทางการปรับตัวของเมืองและสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีสุขภาวะที่ดี
สถานการณ์สุขภาวะผู้สูงวัยไทย: ความท้าทายของโครงสร้างประชากรใหม่
ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญของสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับ อัตราการเกิดที่ลดลงและสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรของประเทศเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ ความท้าทายของระบบผู้ดูแล (Caregiver System) โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ครัวเรือนมีขนาดเล็กลง คนวัยทำงานต้องใช้เวลาอยู่นอกบ้านมากขึ้น ทำให้บทบาทของการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัวลดลง และมีแนวโน้มต้องพึ่งพาระบบการดูแลแบบทางการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการผู้ดูแลหรือสถานดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่ในชนบท ครอบครัวยังคงมีศักยภาพในการดูแลกันมากกว่า เนื่องจากโครงสร้างครอบครัวที่ยังคงใกล้ชิด และรูปแบบการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ห่างไกลจากบ้านมากนัก
อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งของระบบดูแลในชุมชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นเมืองหรือชนบทเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับ บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และทรัพยากรในพื้นที่ นอกจากนี้ ในมิติสุขภาพ ผู้สูงอายุไทยต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น ภาวะเสื่อมถอยของสมรรถภาพร่างกายการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หรือ ปัญหาสุขภาพจิตและภาวะโดดเดี่ยว เป็นต้น
นโยบายสุขภาพจำนวนมากในปัจจุบันยังมุ่งเน้นไปที่ผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง ซึ่งอยู่ใน “ยอดพีระมิด” ของระบบสุขภาพ แต่กลับละเลยผู้สูงอายุวัยต้น (60–75 ปี) ที่ยังมีศักยภาพสูง หากมีการส่งเสริมสุขภาพอย่างเหมาะสม ก็สามารถชะลอการเสื่อมถอยของร่างกายและคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6 ความท้าทายสุขภาวะของสังคมสูงวัย
ศ.นพ.วีรศักดิ์ ได้เล่าถึงความท้าทายสำคัญของสังคมสูงวัยไว้ 6 ประการ ได้แก่
1. Life-long Health Approach
การส่งเสริมสุขภาพต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อสะสม “ทุนสุขภาพ” เช่น มวลกระดูกและกล้ามเนื้อ เพราะกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี
2. Multi-modal Health Care
การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุไม่ควรมุ่งแก้ปัญหาเพียงด้านเดียว แต่ควรผสานทั้งการออกกำลังกาย โภชนาการ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
3. Education and Life-long Learning
การเรียนรู้ตลอดชีวิตช่วยรักษาศักยภาพทางปัญญา เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงของการถูกตัดขาดจากสังคม
4. Technology
เทคโนโลยีสุขภาพควรเข้าถึงได้จริง ทั้งในด้านราคาและการใช้งาน พร้อมกับการพัฒนาความรอบรู้ด้านดิจิทัลของผู้สูงอายุ
5. Financial Security
สังคมสูงวัยไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโอกาสของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หรือ “Silver Economy”
6. Age- and Disability-Friendly Design
การออกแบบสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะต้องเอื้อต่อผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
กรุงเทพมหานครกับการปรับตัวสู่สังคมสูงวัย
ดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ได้กล่าวถึงบทบาทของกรุงเทพมหานครในการรับมือกับสังคมสูงวัย โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว

ผู้สูงอายุจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองชั้นใน เช่น
บางซื่อ ดุสิต บางพลัด ตลิ่งชัน และสาทร
อย่างไรก็ตาม การจัดทำนโยบายยังมีข้อจำกัดจากการใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎรเป็นหลัก ซึ่งไม่ครอบคลุม ประชากรแฝง ที่อาศัยอยู่จริงในเมือง
กรุงเทพมหานครจึงได้ดำเนินโครงการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุจำนวน 1 ล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลเปิด (Open Data) และพบว่าผู้สูงอายุไม่ได้เผชิญเพียงโรค NCD เท่านั้น แต่ยังรวมถึง
- ภาวะสมองเสื่อม
- การพลัดตกหกล้ม
- ปัญหาโภชนาการ
- ปัญหาสุขภาพช่องปาก
- ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว กรุงเทพมหานครจึงพัฒนา โครงการ Preventive Long-Term Care (PLC) ซึ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดปัญหาสุขภาพ โดยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ ทำกิจกรรมฝึกสมอง ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ยังมีการทดลองโครงการ กิจกรรมทางกายผ่านเทคโนโลยี เช่น โปรแกรมเดิน 16 สัปดาห์ โดยใช้สมาร์ทวอทช์และแอปพลิเคชันติดตามจำนวนก้าว ซึ่งพบว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มสุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะในมิติความปลอดภัย กรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุที่อาศัยในอาคารสูง โดยมีการจัดทำทะเบียนผู้สูงอายุในแต่ละชั้น เพื่อวางแผนอพยพในกรณีฉุกเฉิน
นโยบายสังคมสูงวัย: ปลดล็อกข้อจำกัดของระบบเดิม
รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ได้เสนอว่า นโยบายสังคมสูงวัยของไทยจำเป็นต้อง ก้าวพ้นข้อจำกัดของระบบเดิม ที่ยังไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในปัจจุบัน

Lack of inclusiveness
สังคมสูงวัยไม่ได้เป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่การเกิดที่ลดลงไปจนถึงการขาดแคลนแรงงานในอนาคต
Inequity of accessibility
ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่และบริการ เช่น สวนสาธารณะที่มักถูกใช้งานโดยคนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงมากกว่า
Ageism in policy design
การออกแบบนโยบายยังยึดโยงกับโครงสร้างประชากรแบบเดิม เช่น การกำหนดอายุเกษียณที่ 60 ปี ทั้งที่ผู้คนมีอายุยืนขึ้นและยังมีศักยภาพในการทำงาน
เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องสร้าง
- เมืองสุขภาวะสำหรับคนทุกวัย
- นโยบายสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง
- นโยบาย Active Aging
- ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เมืองในสังคมสูงวัย: เมื่อการออกแบบเมืองต้องเปลี่ยนไป
รศ.คมกริช ธนะเพทย์ ได้ชี้ให้เห็นว่า เมืองในอดีตถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงงาน แต่ในอนาคต เมืองต้องกลายเป็นพื้นที่แห่งสุขภาวะของทุกช่วงวัย

การวางแผนเมืองจึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างของพื้นที่และความหนาแน่นของเมือง โดยใช้แนวคิด Urban Transects เพื่อกำหนดรูปแบบบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุในเมืองไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกัน แต่สามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่ม เช่น ผู้ประกอบการสูงวัย (Silver Entrepreneur) ผู้ดูแลครอบครัวที่ยังพึ่งพาตนเองได้ ผู้สูงอายุที่ยังแสวงหากิจกรรมใหม่ หรือ ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาการดูแล ดังนั้นเมืองจึงต้องออกแบบพื้นที่และบริการที่หลากหลายเพื่อรองรับความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม
เมืองสุขภาวะ: ทางเลือกของอนาคตสังคมสูงวัย
บทสรุปจากเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเมือง นโยบาย และระบบบริการสาธารณะให้เหมาะสมกับสังคมในอนาคต โดยเมืองจำเป็นต้องเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เน้นการผลิตแรงงาน ไปสู่ เมืองสุขภาวะที่ให้คุณค่ากับคุณภาพชีวิตของผู้คนทุกช่วงวัย ดังนั้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบสนับสนุนผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ และหากสังคมไทยสามารถปรับตัวได้ทัน สังคมสูงวัยอาจไม่ใช่ภาระของประเทศ แต่จะกลายเป็น โอกาสใหม่ของการพัฒนาเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)