10/02/2026
Healthy Cities
ไขโจทย์สุขภาวะเมืองร้อยเอ็ด: รากฐานสู่การสร้างย่านอยู่ดี
The Urbanis
“ร้อยเอ็ด” เมืองแห่งอีสานตอนกลางที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และมนต์ขลัง อันสะท้อนอยู่ในร่องรอยของวัฒนธรรมเมืองและความวิจิตรแห่งอาภรณ์สาเกต เมืองร้อยเอ็ดนั้นมีจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบแต่กลับเปี่ยมด้วยพลัง และองค์ประกอบในการขับเคลื่อนเมืองให้เป็น “ย่านอยู่ดี” ด้วยความเป็นผู้นำและต้นทุนศักยภาพเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถเดินได้ และกำลังจะเดินดี หรือพื้นที่สีเขียวที่ครอบคลุม และรอคอยการพัฒนา เหล่านี้เป็นพื้นฐานของการสร้างความอยู่ดีเพื่อวิถีชีวิตสุขภาวะของผู้คน
กระนั้นเมืองร้อยเอ็ดเองกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่อันเป็นแนวโน้มสำคัญของทุกเมืองในโลก นั่นคือการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่มักพ่วงมากับโรคเสื่อมตามอายุ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ดังนั้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองให้อยู่ดี และมีสุขภาวะจึงถือเป็นการเตรียมความพร้อมต่อความท้าทายสำคัญดังกล่าว
The Urbanis จึงต้องการชวนผู้อ่านมาสำรวจสภาพแวดล้อมอันเป็นทั้งต้นทุนและโอกาสของ “เมืองร้อยเอ็ด” ในการยกระดับสุขภาวะที่สอดคล้องไปกับจังหวะวิถีชีวิตของผู้คนในย่าน
“ย่านอยู่ดี” ขับเคลื่อนสุขภาวะเมืองร้อยเอ็ด
การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี แต่ด้วยวิถีชีวิตชาวเมืองที่เร่งรีบ ความเครียดสูง และปัญหาการขาดแคลนหรือความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ ส่งผลให้หลายเมืองทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะในระดับย่านหรือละแวกบ้าน ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและเท่าเทียมยิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และส่งเสริมให้ชาวเมืองมีสุขภาพกายใจที่ดี ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น การมุ่งพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับย่านหรือละแวกบ้าน ถูกขับเคลื่อนบนรากฐานของการปรับปรุงและพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองที่เป็นมิตรต่อสุขภาวะ ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าที่เดินได้ดี พื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้ และบริการสุขภาพใกล้บ้าน รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระดับบุคคล ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle medicine) โดยมี 6 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ การกินอาหารที่ดี การมีกิจกรรมทางกาย การนอนหลับที่เพียงพอ การจัดการความเครียด การงดเว้นสารเสี่ยง และการมีฏิสัมพันธ์ทางสังคม อันเป็นแนวทางเพื่อป้องกันและจัดการโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง
สภาพแวดล้อมเมืองเดินได้ แต่ยังเดินไม่ดี
สถานการณ์สภาพแวดล้อมเมืองร้อยเอ็ด แม้ว่าจะเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการเป็น เมืองเดินได้ แต่ปัจจุบันยังถือว่า เดินไม่ดี โดยมีค่าเฉลี่ย GoodWalk อยู่ที่ 48 คะแนน และพบว่ามีพื้นที่ กว่า 40% ที่ยังเดินไม่ดี จากสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไม่อยากเดินคือปัญหาเรื่อง ความร้อนจากสภาพอากาศและการขาดร่มเงาที่ต่อเนื่อง ระยะทางที่ไกลระหว่างต้นทางกับจุดหมายปลายทาง รวมถึงสภาพทางเท้าและขนาดทางเท้าที่ส่งผลต่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดิน

เมืองสีเขียวที่รอการพัฒนา
เมืองร้อยเอ็ดถือว่ามีปริมาณพื้นที่สีเขียวรวมมากกว่ามาตรฐานสากล โดยมีถึง 22 ตร.ม./คน เมื่อเทียบกับมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ 9 ตร.ม./คน อย่างไรก็ตาม ปริมาณพื้นที่สวนสาธารณะยังมีน้อย อยู่ที่เพียง 1.6 ตร.ม./คน เท่านั้น โดยแหล่งพักผ่อนหย่อนใจหลักของเมือง คือ บึงพลาญชัย และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (รอบหอโหวด) ซึ่งถือเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นแหล่งรวมคนรักสุขภาพเพียงแห่งเดียวในเมือง ปัจจุบันเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดมีความพยายามในการพัฒนาพื้นที่รอบคูเมืองและพื้นที่สระแก้วให้เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ รวมถึงขยายพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองเสมือนการขยายปอดของเมืองให้กว้างยิ่งขึ้น

การยกระดับเมืองร้อยเอ็ดสู่การเป็น “ย่านอยู่ดี” ได้ถูกขับเคลื่อนบนพื้นฐานของการทำความเข้าใจสถานการณ์สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ที่มีส่วนสนับสนุนสุขภาวะของชาวเมือง ควบคู่ไปกับการไขโจทย์ด้านพฤติกรรมของชาวเมืองผ่านการสำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ต่าง ๆ จากชาวเมืองร้อยเอ็ดกว่า 400 คน ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตในปัจจุบัน ทั้งในมิติของการใช้งานพื้นที่เมืองและจังหวะชีวิตของผู้คน
จากผลสำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นพบว่า ชาวเมืองร้อยเอ็ดมีความเข้าใจว่า พฤติกรรมสุขภาวะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลร่างกายเท่านั้น แต่ครอบคลุมมิติทางจิตใจและสังคมด้วย ในขณะที่พื้นที่สุขภาวะนั้น เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาพดีทั้งทางกายและใจ เป็นพื้นที่ที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ มีความสะอาดและปลอดภัย รวมถึงเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
10 อันดับพื้นที่เมืองร้อยเอ็ดที่คนไปบ่อยที่สุด
จากผลสำรวจพื้นที่ที่ชาวเมืองร้อยเอ็ดไปบ่อยที่สุด ได้แก่ 1) บึงพลาญชัย 2) หอโหวด 3) ตลาดทุ่งเจริญ 4) วัดบูรพาภิราม 5) ร้อยเอ็ดพลาซ่า 6) ตลาดวัดสระทอง 7) ตลาดหนองแคน 8) คลองคูเมือง 9) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ – ลานสเก็ต 10) วัดสระแก้ว แสดงให้เห็นว่า หอโหวดและบึงพลาญยังคงเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเมืองที่คนนิยมไปมากที่สุด สะท้อนความเป็นแลนด์มาร์คและหมุดหมายหลักของเมืองที่ชัดเจน ในขณะที่ชาวร้อยเอ็ดใช้เวลาอยู่ที่ตลาดวัดสระทองนานที่สุด เฉลี่ยกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง หอโหวดและบึงพลาญ “ชัย” แสดงถึงความสำคัญของการเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของเมือง

พื้นที่ชีวิตในย่านเมืองเก่า
จากผลสำรวจพบว่า พื้นที่การใช้ชีวิตของชาวเมืองร้อยเอ็ดในประเภทของสถานที่ทำงานหรือโรงเรียน 5 อันดับแรก คือ โรงเรียนสตรีศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ตลาด และวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด ในขณะที่พืนที่ Third Place หรือพื้นที่อื่น ๆ ของชาวเมืองร้อยเอ็ด 5 อันดับแรก คือ บึงพลาญชัย Robinson หอโหวด Big-C และถนนคนเดินสาเกตนคร แสดงให้เห็นว่าพื้นที่สำหรับวิถีชีวิตนอกบ้านของชาวเมืองร้อยเอ็ดยังคงกระจุกตัวอยู่ในบริเวณคูเมืองเก่าและใจกลางเมืองเป็นหลัก แสดงถึงความท้าทายเรื่องความแออัดและปัญหาการเข้าถึงพื้นที่สุขภาวะ สำหรับชุมชนที่อยู่รอบนอก ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับย่านและชุมชน

จังหวะชีวิตชาวเมืองร้อยเอ็ด
จังหวะการใช้ชีวิตของชาวเมืองร้อยเอ็ด ตามแนวคิดสมดุลชีวิต 8-8-8 (Life Balance 8-8-8) ซึ่งแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตในแต่ละวันออกเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ได้แก่ 8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน 8 ชั่วโมงสำหรับการพักผ่อนนอนหลับ และ 8 ชั่วโมงสำหรับการใช้ชีวิตส่วนตัวหรือกิจกรรมอื่น ๆ โดยพบว่า การใช้ชีวิตประจำวันของชาวร้อยเอ็ดในวันธรรมดามีข้อสังเกตสำคัญคือ ช่วงเช้าชาวร้อยเอ็ดเริ่มออกเดินทางจากบ้านไปทำงานตั้งแต่เวลา 6.00 น. ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่เริ่มต้นประมาณ 8.00 น. เลิกงานพร้อมกลับบ้านในช่วงเวลา 16.00 น. และช่วงคึกคักหลังเลิกงานในพื้นที่อื่น ๆ ในช่วง 17.00 – 18.00 น. โดยเฉลี่ยแล้ว ในวันธรรมดาชาวร้อยเอ็ดจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านประมาณ 14 ชั่วโมง อยู่ในที่ทำงานประมาณ 10 ชั่วโมง และอยู่ในพื้นที่อื่น ๆ นอกบ้านและนอกที่ทำงาน ประมาณ 4 ชั่วโมง
ส่วนการใช้ชีวิตในวันหยุดของชาวเมืองร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่มักใช้เวลาอยู่ที่บ้าน บางส่วนทำงานในวันหยุดตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น. ในขณะที่พื้นที่ Third Place หรือพื้นที่อื่น ๆ นอกบ้านและนอกที่ทำงานจะคึกคักสุดในช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 16.00 – 18.00 น. โดยเฉลี่ยแล้ว วันหยุดชาวร้อยเอ็ดมักใช้เวลาอยู่ที่บ้านประมาณ 21 ชั่วโมง อยู่ในที่ทำงานประมาณ 9 ชั่วโมง และอยู่ในพื้นที่อื่น ๆ ประมาณ 5 ชั่วโมง

จากการทำความเข้าใจรากฐานสภาพแวดล้อมเมือง และพฤติกรรมสุขภาวะของชาวเมืองร้อยเอ็ด แสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับย่าน โดยผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมที่สะท้อนปัญหาและความต้องการของทุกภาคส่วน รวมถึงการพัฒนาแผนแม่บทย่านสุขภาวะเพื่อเป็นกรอบในการขับเคลื่อน “ย่านอยู่ดี เมืองร้อยเอ็ด” ในทุกมิติ
บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาย่านสุขภาวะในประเทศไทย กรณีศึกษา ย่านพระโขนง-บางนา ย่านเมืองเก่าลำพูน และย่านเมืองเก่าร้อยเอ็ด ดำเนินการโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)