27/02/2026
Life

สุขภาพดีเริ่มต้นจากพื้นที่เมือง

The Urbanis
 


เมืองคือระบบนิเวศที่สามารถสร้างหรือทำลายสุขภาพได้ในระดับที่เทียบเท่ากัน

‘สุขภาพที่ดี’ คือผลลัพธ์ที่สามารถร่วมกันสร้างได้ผ่านความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสังคม เศรษฐกิจ หรือกายภาพ 

การศึกษาว่าด้วยความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ รวมไปถึงผลลัพธ์ระหว่างพื้นที่และผู้คนต่างมีความซับซ้อนและขอบเขตที่กว้างขวาง และหากเรายึด ‘พื้นที่’ เป็นตัวตั้ง แต่ละศาสตร์ก็มีมุมมองต่อระเบียบวิธีการทำความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป เช่น สาขามานุษยวิทยาและสังคมวิทยา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มนิยามและให้ความหมายต่อพื้นที่นั้น ๆ ในทางกลับกัน พื้นที่มักถูกมองว่า เป็นผลผลิตและกลไกที่สะท้อนความสัมพันธ์และโครงสร้างทางสังคม 

มุมมองด้านภูมิศาสตร์มุ่งทำความเข้าใจความสัมพันธ์สองทางระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทั้งในฐานะปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตและผลกระทบที่มนุษย์สร้างกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม มุมมองด้านสถาปัตยกรรมและผังเมืองให้ความสำคัญกับการออกแบบและจัดสรรพื้นที่ให้ตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ในขณะที่ระบาดวิทยามองว่า พื้นที่คือปัจจัยพื้นฐานที่สามารถกำหนดรูปแบบ สาเหตุของโรค รวมถึงปัญหาสุขภาพ 

เมืองในฐานะพื้นที่สุขภาพ 

ความหลากหลายของมุมมองข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ศาสตร์แต่ละศาสตร์ยอมรับว่ามนุษย์และพื้นที่ไม่ได้แยกขาดออกจากกัน แต่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อนและต่อเนื่อง ดังนั้น พื้นที่ที่เรียกว่า ‘เมือง’ จึงเป็นพื้นที่ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้อยู่อาศัยเหล่านั้นเริ่มแก่ตัวลง

เมืองเป็นหนึ่งในพื้นที่อยู่อาศัยหลักของมุนษย์มาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 20 และ 21 ที่กิจกรรมความเป็นเมืองทวีความเข้มข้นมากขึ้นเพื่อการตอบรับกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ก่อนที่กิจกรรมของภาคบริการจะเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในเวลาต่อมา สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นเมืองมีแนวโน้มขยายตัวพร้อมกับการย้ายถิ่นเข้ามาของประชากรอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจุบัน เราเชื่อว่าประชากรส่วนใหญ่ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาล้วนเป็นประชากรเมือง หรืออย่างน้อยก็มีรูปแบบวิถีชีวิตแบบ ‘มนุษย์เมือง’ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการขยายตัวของระบอบความเป็นเมือง แรงดึงดูดจากโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน บริการพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า 

ปัจจัยพื้นฐานด้านการศึกษา ระบบบริการสุขภาพ หรือสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปา ล้วนจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่ และที่สำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นฐานเพื่อการต่อยอดไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ดังที่บรรทัดฐานของสังคมสมัยใหม่ได้พยายามสร้างนิยามและกำหนดคุณค่า 

กลับกัน เมืองก็ผลิตผลกระทบด้านลบต่อสุขภาวะของมุนษย์ผู้อยู่อาศัยในเมืองควบคู่กันไปกับการสร้างโอกาสเชิงบวก  ตั้งแต่ปัญหามลภาวะเมือง สุขอนามัยและความสะอาด ความแออัดจากความขาดแคลนพื้นที่อยู่อาศัย รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในการเข้าถึงทรัพยากร ที่อาจบานปลายไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน

แก่นสำคัญของการบริหารจัดการแบบเมืองจึงเป็นการสร้างความสมดุลในแต่ละกิจกรรมการผลิตและบริโภคให้สอดรับกับผลพวงเชิงลบอันซับซ้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ระบบนิเวศพิเศษที่เราเรียกว่า ‘เมือง’ ซึ่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก หากแต่พัฒนาผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก ภายใต้ชุดความรู้ที่จำกัดของแต่ละยุคสมัย

การเกิดขึ้นของเมืองสุขภาวะ (Healthy Cities) โดยองค์การอนามัยโลกในฐานะแนวคิดการพัฒนาเมือง สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับการมีอยู่ของความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับผู้คนโดยตัวมันเอง หรือก็คือการเชื่อว่า สภาพแวดล้อมเมืองคือกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรเมืองอย่างยั่งยืน 

หัวใจสำคัญของแนวคิดเมืองสุขภาวะจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนเมืองด้วยวิธีการรักษาเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นปัญหาปลายทาง แต่เน้น “กระบวนการ” ตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการสร้างความต่อเนื่องของการออกแบบปรับปรุง และพัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคมให้เอื้อต่อสุขภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมของประชากรทุกคน 

ที่มา: รหัท กิจจริยภูมิ, 2025

แนวคิดที่ส่งเสริมเมืองสุขภาวะในยุคสังคมสูงวัย

แนวคิดพฤฒพลัง (Active Ageing) มุ่งเน้นให้ผู้สูงวัยสามารถดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาวะ (Healthy Life Expectancy) โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ สุขภาพ (Health) การมีส่วนร่วม (Participation) และ ความมั่นคง (Security) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนโยบายจากการดูแลสู่การเสริมพลัง (empowerment) ให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ศักยภาพของตนได้เต็มที่ในทุกมิติของชีวิต ดังนั้นการสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ 

แนวคิด Active Ageing ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังขยายความสู่ประเด็นของที่อยู่อาศัย การเดินทาง การเข้าถึงบริการ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมในระดับชุมชนและเมือง

A diagram of a ageing

AI-generated content may be incorrect.
ที่มา World Health Organization. (2002). Active ageing: A policy framework

สามเสาหลักของกรอบแนวคิดเชิงนโยบายสำหรับการสูงวัยอย่าวมีพฤฒพลัง (Active aging)

อีกหนึ่งแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือ “การสูงวัยในถิ่นเดิม” (Ageing in place) ซึ่งเริ่มได้รับการพัฒนาและขยายความหมายให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา แนวคิดนี้มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่อาศัยในบ้านและชุมชนของตนเองอย่างปลอดภัย เป็นอิสระ และสะดวกสบาย ไม่ว่าจะมีอายุ รายได้ หรือสมรรถภาพทางกายในระดับใด

บางแหล่งยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคม แนวคิดนี้จึงมีเป้าหมายหลักในการเสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างอิสระได้นานที่สุด แม้สมรรถภาพทางร่างกายจะค่อย ๆ ลดลงตามวัยก็ตาม

องค์ประกอบสำคัญของแนวคิดมีทั้งหมด 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ (1) สถานที่ (Place) ซึ่งให้ความหมายที่ครอบคลุมมากกว่าแค่ตัวพื้นที่เอง แต่รวมไปถึงชุมชนในย่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึก ความผูกพันทางและสังคมที่คุ้นเคย (2) ตัวบุคคล (Person) หมายถึงคุณลักษณะและความสามารถส่วนบุคคลทั้งในทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในการตัดสินใจ การควบคุมชีวิตและทำกิจกรรมประจำวันได้อย่างมีอิสระ และ (3) เครือข่ายสนับสนุน (Support Network) หมายถึงการมีบริการที่เหมาะสมทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ พร้อมรองรับการเสื่อมถอยของร่างกายและสุขภาพเมื่อเวลาผ่านไป ตัวแนวคิดถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยที่เน้นย้ำในมิติของกระบวนการทำงานของกลไกเชิงพื้นที่ 

ความเชื่อมโยงระหว่าง Active Aging และ Aging in Place ถือเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการด้านแนวคิดที่ใช้ตอบรับสังคมสูงวัย โดยเฉพาะในมิติที่มองเมืองเป็นกระบวนการจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อรองรับความต้องการของผู้สูงอายุ ซึ่งแก่นของทั้งสองแนวคิดได้รับการยกระดับสู่กรอบ “เมืองเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” (Age-friendly Cities and Communities: AFCC) อย่างเป็นทางการในปี 2007 โดยองค์การอนามัยโลก

กล่าวให้เห็นภาพคือ แนวคิดเมืองเป็นมิตรกับผู้สูงอายุเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้แนวคิด Active aging และ Aging in place เกิดขึ้นได้จริง ในบริบทของสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยแบบเมือง ซึ่งประกอบด้วยมิติทางกายภาพของพื้นที่ (Physical) และมิติทางสังคม (Social) 

ทั้งนี้ องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมเมือง 8  ด้าน ได้แก่ 

(1) พื้นที่สาธารณะภายนอกและตัวอาคาร (Outdoor spaces and buildings) หมายถึงการมีพื้นที่นอกอาคารที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมทางกายและสังคม ซึ่งต้องปลอดภัยและเข้าถึงง่าย สะดวกสบาย และส่งเสริมให้เกิดกิจกรรม 

(2) ระบบการเดินทางและขนส่งมวลชน (Transportation) หมายถึงการส่งเสริมอิสระหรือการประกันความสามารถในการเคลื่อนที่เดินทางของผู้สูงวัย ครอบคลุมความพร้อมของบริการ ความปลอดภัย และสามารถจ่ายได้ 

(3) ที่อยู่อาศัย (Housing) หมายถึงการมีตัวเลือกที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย เหมาะสม และเอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยต้องมีตัวเลือกที่หลากหลาย และการออกแบบสากลเพื่อคนทุกกลุ่ม 

(4) การมีส่วนร่วมในสังคม (Social Participation) หมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อต่อสู้กับความเหงาและความโดดเดี่ยว 

(5) การได้รับการยอมรับในสังคม (Respect and Social Inclusion) หมายถึงการลบภาพจำของผู้สูงอายุที่เป็นภาระ และไร้ความสามารถ ผ่านการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างวัย 

(6) การมีส่วนร่วมในประชาสังคมและการจ้างงาน (Civic Participation and Employment) หมายถึงการตระหนักว่าผู้สูงอายุยังคงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งต้องสนับสนุนให้มีการจ้างงานที่ยืดหยุ่น 

(7) การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการสื่อสาร (Communication and Information) หมายถึงการทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ด้วยช่องทางที่หลากหลาย สามารถเข้าใจได้ง่าย 

และ (8) การสนับสนุนของชุมชนและการบริการด้านสุขภาพ (Community Support and Health Services) หมายถึงการสร้างระบบบริการสุขภาพและบริการทางสังคมที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุได้ในระดับชุมชน 

องค์ประกอบทั้ง 8 ด้านถือเป็นการนำเสนอเครื่องมือที่ตอบรับหลักการสำคัญของความพยายามในการสร้างสภาพแวดล้อมในอุดมคติเพื่อการรับมือกับสงคมสูงวัยที่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 

A flower with text and words

AI-generated content may be incorrect.
ที่มา World Health Organization. (2002). Active ageing: A policy framework

ประเด็นหลักทั้ง 8 ด้านของแนวคิดเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย

Global Age-friendly Cities: A Guide, Who 2002

สุดท้ายแล้ว เมืองคือระบบนิเวศที่กำหนดสุขภาพของผู้คน โดยสัมพันธ์กับเงื่อนไขหรือปัจจัยนานัปการ เมืองจึงจำเป็นต้องออกแบบและบริหารจัดการให้เกิดสุขภาวะเพื่อคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทเมืองสูงวัย แนวคิดพฤฒพลังและแนวคิดสูงวัยในถินเดิมจึงเป็นทางเลือกเพื่อสร้างเมืองที่เป็นมิตรให้กับผู้สูงวัยที่เมืองในไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


Contributor