ออกแบบย่านอยู่ดี เมืองลำพูน: ข้อเสนอเชิงพื้นที่และกิจกรรมเพื่อสุขภาวะ

เมืองกับการกำหนดวิถีชีวิตและสุขภาวะ

พื้นที่เมืองมิได้เป็นเพียงฉากหลังของการดำรงชีวิต หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดรูปแบบการอยู่อาศัย การบริโภค การเดินทาง การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างลึกซึ้ง สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมของเมืองส่งอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ทั้งในมิติของสุขภาพกาย จิตใจ และสังคม ด้วยเหตุนี้ การสร้างเสริมสุขภาวะที่ยั่งยืนจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการดูแลรักษาทางการแพทย์ หากแต่ต้องเริ่มต้นจากการออกแบบและพัฒนาพื้นที่เมืองให้เอื้อต่อวิถีชีวิตที่ดี การพัฒนาเมืองในฐานะพื้นที่แห่งสุขภาวะจึงเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาเมืองร่วมสมัย

พัฒนาการแนวคิดเมืองเดินได้สู่การขับเคลื่อนย่านสุขภาวะ

แนวคิดการพัฒนาเมืองเดินได้–เมืองเดินดีในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จากความริเริ่มของการใช้เครื่องมือประเมินศักยภาพการเดินในเมืองผ่านดัชนีเมืองเดินได้และเมืองเดินดี กระบวนการดังกล่าวได้ต่อยอดจากการทดลองเชิงแนวคิดสู่การขยายผลในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 36 เมืองใน 26 จังหวัด และคัดเลือกพื้นที่นำร่องจำนวน 10 ย่าน ก่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ มากกว่า 100 ภาคี การดำเนินงานดังกล่าวได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ. 2569 ภายใต้การจัดกิจกรรม “ไขโจทย์เมืองลำพูน เคลื่อนย่านให้อยู่ดี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาย่านสุขภาวะในประเทศไทย โดยใช้กรณีศึกษาจากย่านพระโขนง–บางนา ย่านเมืองเก่าลำพูน และย่านเมืองเก่าร้อยเอ็ด เพื่อค้นหาคำตอบของการพัฒนาเมืองเดินได้ในยุคใหม่ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสุขภาพ ความยืดหยุ่นของเมือง และการเข้าสู่สังคมสูงวัย

เมืองลำพูนในฐานะพื้นที่ทดลองการพัฒนาเมืองสุขภาวะ

เมืองลำพูนเป็นหนึ่งในพื้นที่ศึกษาสำคัญของศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ที่มุ่งขับเคลื่อนให้เมืองทำหน้าที่เป็นกลไกในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนผ่านพื้นที่และพฤติกรรมเมือง โดยใช้กรอบแนวคิด “ย่านอยู่ดี” ซึ่งประกอบด้วยสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ พื้นที่ ผู้คน และการส่งเสริมกิจกรรม เมืองลำพูนในบริบทนี้มิได้ถูกมองเพียงในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นเมืองที่มีชีวิต มีผู้คนหลากหลายช่วงวัย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองสุขภาวะที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น

ความหมายของพื้นที่และพฤติกรรมสุขภาวะในมุมมองชาวลำพูน

จากการสำรวจความคิดเห็นของชาวเมืองลำพูน พบว่านิยามของพื้นที่สุขภาวะมักเชื่อมโยงกับความสะอาด ความปลอดภัย การมีพื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่สีเขียว และพื้นที่พักผ่อนที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกัน พฤติกรรมสุขภาวะถูกอธิบายผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและจิตใจ เช่น การออกกำลังกาย การเดินเล่น การทำกิจกรรมร่วมกัน และการใช้เวลาว่างอย่างมีความหมาย กิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่กึ่งสาธารณะหรือพื้นที่ที่สาม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 69 โดยเป็นกิจกรรมที่มีความเบาและไม่ซับซ้อน อาทิ การออกกำลังกายเบา ๆ การพักผ่อน หรือการใช้เวลาในพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้ สุขภาวะทางจิตใจเป็นมิติที่ชาวลำพูนให้ความสำคัญมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเมืองในฐานะพื้นที่หล่อเลี้ยงคุณภาพชีวิตมากกว่าการเป็นเพียงศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การรับรู้ศักยภาพและข้อจำกัดของเมืองลำพูนจากมุมมองคนในพื้นที่

กิจกรรมไขโจทย์เมืองลำพูนครั้งแรกเปิดโอกาสให้ชาวลำพูนได้สะท้อนมุมมองต่อเมืองของตนเอง เมืองลำพูนถูกมองว่ามีจุดเด่นด้านประเพณีและวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีวัดกระจายตัวทั่วพื้นที่ คูเมืองทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน และมีอัตลักษณ์ของเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต อย่างไรก็ตาม เมืองลำพูนยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การขาดระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขึ้นของประชากรแฝง การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาการจัดการจราจร ขยะ และยาเสพติด รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างถนนที่แคบ เมืองยังถูกมองว่าเป็นเพียงเมืองทางผ่านและขาดแรงดึงดูดด้านการลงทุน ในขณะเดียวกัน โอกาสของเมืองยังคงมีอยู่จากการพัฒนาคูเมืองเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ การสร้างศูนย์อาหารสุขภาวะจากเกษตรอินทรีย์ และการปรับใช้พื้นที่ราชการเดิมให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบเมืองให้พร้อมรองรับทุกคนและรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น

พื้นที่ศักยภาพกับการต่อยอดสู่เมืองสุขภาวะ

การศึกษาพบว่าเมืองลำพูนมีพื้นที่ศักยภาพหลากหลายประเภท ตั้งแต่พื้นที่น้ำอย่างแม่น้ำกวงและพื้นที่ริมน้ำ พื้นที่สีเขียว พื้นที่วัฒนธรรม พื้นที่รกร้างหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ พื้นที่ราชการ และโครงข่ายถนน พื้นที่เหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการเดิน การพักผ่อน และกิจกรรมสุขภาวะ หากได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ผังยุทธศาสตร์ย่านอยู่ดีเมืองลำพูน

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองได้เสนอผังยุทธศาสตร์การพัฒนาย่านอยู่ดีเมืองลำพูน โดยกำหนดศูนย์กลางการอนุรักษ์และฟื้นฟูกิจกรรมมรดกวัฒนธรรมบริเวณวัดพระธาตุหริภุญไชย และเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญเป็นเครือข่ายในสี่ทิศทาง ผังดังกล่าวมุ่งส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสร้างพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนทุกวัย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทิศทางการพัฒนาเมืองจากเสียงของชาวลำพูน

ในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 เทศบาลเมืองลำพูนได้ดำเนินโครงการพัฒนาจำนวนมาก สะท้อนถึงความตื่นตัวด้านการพัฒนาเมือง เสียงสะท้อนจากประชาชนชี้ให้เห็นทิศทางการพัฒนาในด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การจัดการพื้นที่ริมน้ำ การยกระดับทางเท้าและพื้นที่สาธารณะ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ข้ามวัย และการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์

จากการลงพื้นที่ยังพบว่ากิจกรรมสุขภาวะในย่านสามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต ครอบคลุมมิติสุขภาพทั้งหกประการ โครงการนำร่องที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญ เช่น การปรับปรุงศาลากลางหลังเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การปรับภูมิทัศน์ริมแม่น้ำกวง และโครงการอุ้ยสอนหลาน ล้วนสะท้อนการใช้พื้นที่เมืองเป็นเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและเสริมสร้างสุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเสนอเชิงพื้นที่และกิจกรรมเพื่อสุขภาวะ
เพื่อพัฒนา “ย่านอยู่ดี เมืองลำพูน”

การพัฒนา “ย่านอยู่ดี เมืองลำพูน” ตั้งอยู่บนฐานของเสียงจากชาวเมืองที่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของพื้นที่เมืองกับคุณภาพชีวิตของผู้คน พื้นที่ที่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม มีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ย่อมเอื้อต่อการดำรงชีวิตที่มีสุขภาวะทั้งทางกาย ใจ และสังคม แนวคิดการพัฒนาจึงมุ่งบูรณาการการปรับปรุงเชิงกายภาพของเมืองควบคู่กับวิถีชีวิตของชุมชนอย่างสมดุล สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

นอนเพียงพอ กินอาหารที่ดี
เสียงจากชาวเมืองสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับพื้นที่ศาลากลางหลังเก่า พื้นที่ริมน้ำกวง และย่านชุมชนสำคัญ ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนและพื้นที่เมืองที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ผ่านการส่งเสริมสินค้าเกษตรท้องถิ่นและร้านค้าชุมชน ควบคู่กับการจัดระเบียบพื้นที่ตลาดและการดูแลสุขาภิบาลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การจัดการแสงสว่างและเสียงรบกวนในย่านเมืองเก่าและแหล่งท่องเที่ยวยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพักผ่อนและการอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ

จัดการความเครียด
การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะแนวริมน้ำกวง พื้นที่รอบคูเมือง และทางเดินเท้าในย่านสำคัญ ถูกมองให้เป็นพื้นที่รองรับการพักผ่อนและการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้คน การจัดภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น ปลอดภัย และมีแสงสว่างเพียงพอ รวมถึงการใช้พื้นที่ศาลากลางหลังเก่าเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศเมืองที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อสุขภาวะทางจิตใจ

งดเว้นสารเสี่ยง
เสียงจากชาวเมืองเน้นย้ำถึงการลดพฤติกรรมเสี่ยงผ่านการออกแบบเมืองที่มีชีวิตชีวาและปลอดภัย การปรับปรุงพื้นที่จุดอับ เพิ่มแสงสว่าง และเปิดพื้นที่สาธารณะให้สามารถใช้งานได้จริง จะช่วยลดการมั่วสุมและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของชุมชน การมีพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์จึงถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญของการสร้างสุขภาวะในระยะยาว

มีกิจกรรมทางกาย
การพัฒนาเมืองเดินได้–เดินดี เป็นประเด็นร่วมที่สะท้อนจากชาวเมืองอย่างชัดเจน ผ่านการปรับปรุงทางเท้า ทางจักรยาน และเส้นทางเชื่อมโยงภายในเมืองให้ต่อเนื่องและปลอดภัย การจัดพื้นที่เดิน–วิ่งและพื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้งในบริเวณศาลากลางหลังเก่าและริมแม่น้ำกวง จะช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันและลดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายของคนทุกวัย

มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม
การสร้างพื้นที่กลางของเมืองที่เอื้อต่อการพบปะและการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย คือหัวใจสำคัญของการเป็นย่านอยู่ดี เสียงจากชาวเมืองเสนอให้พัฒนาพื้นที่ศาลากลางหลังเก่าและย่านชุมชนโดยรอบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความสัมพันธ์ในชุมชน เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ความผูกพัน และความภาคภูมิใจในเมืองลำพูน

บทสรุป

การไขโจทย์สุขภาวะเมืองลำพูนสะท้อนให้เห็นว่าเมืองขนาดเล็กที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเข้มแข็ง สามารถพัฒนาเป็นเมืองสุขภาวะได้ผ่านการมองเมืองเป็นระบบของพื้นที่ ผู้คน และกิจกรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนและการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนย่านให้อยู่ดีอย่างยั่งยืน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาย่านสุขภาวะในประเทศไทย ดำเนินการโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเป็นฐานความรู้สำหรับการพัฒนาเมืองสุขภาวะในบริบทไทยต่อไป

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย