แปลงคูเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะ: พลังสร้างสรรค์จากไอเดียคนรุ่นใหม่

“พื้นที่สุขภาวะที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนา วิถีชีวิตชุมชน และระบบนิเวศเมืองเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน”

นี่คือแนวคิดจากผลงานรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดออกแบบพื้นที่สุขภาวะริมคูเมืองเก่าร้อยเอ็ด บริเวณวัดบูรพาภิราม กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เน้นการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม แต่ยังเป็นเวทีจุดประกายพลังสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ เพื่อก้าวสู่จุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางกายภาพของเมืองอย่างแท้จริง

ในบทความนี้ The Urbanis ขอชวนผู้อ่านมาติดตามการต่อยอดจากผังยุทธศาสตร์ย่านอยู่ดี สู่การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นำร่องด้านการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางกายภาพเพื่อสุขภาวะที่ดีของชาวเมือง ในรูปแบบของกิจกรรมประกวดแบบ “พื้นที่สุขภาวะริมคูเมืองเก่าร้อยเอ็ด บริเวณวัดบูรพาภิราม” ถือเป็นการส่งเสริมการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมโดยเฉพาะจากกลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่ กิจกรรมนี้จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สสส. และเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 

จากยุทธศาสตร์ย่านอยู่ดี สู่การขับเคลื่อนพื้นที่สุขภาวะเมือง

แนวคิดการพัฒนา “ย่านอยู่ดี เมืองร้อยเอ็ด” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ที่บูรณาการเชิงพื้นที่ใน 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับเมือง ระดับย่าน ระดับพื้นที่โครงการ ไปจนถึงกิจกรรม โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมพื้นที่สีเขียวเพื่อสุขภาวะ การเชื่อมโยงบริการสาธารณะ และการพัฒนาเศรษฐกิจการค้ากับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โครงการฯ ได้สร้างการขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องผ่านกิจกรรมประกวดออกแบบ “พื้นที่สุขภาวะริมคูเมืองเก่าร้อยเอ็ด บริเวณวัดบูรพาภิราม” ซึ่งมีนิสิตนักศึกษาส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 50 ผลงาน และคัดเลือกเหลือ 4 ทีมสุดท้ายในรอบตัดสินเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารเมืองร้อยเอ็ด นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพสถาปัตยกรรมและผังเมือง ร่วมเป็นคณะกรรมการในกิจกรรมนี้

พลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวเพื่อประโยชน์สาธารณะ

พื้นที่ริมคูเมืองบริเวณวัดบูรพาภิราม ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนการหลอมรวมระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตสมัยใหม่ โดยเป็นย่านเมืองเก่าที่ยังคงโครงสร้างผังเมืองโบราณเคียงคู่ไปกับพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี (หลวงพ่อใหญ่) แลนด์มาร์กอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง ท่ามกลางบริบทย่านพาณิชย์และชุมชน ทั้งนี้ โครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมผ่านถนนริมคูเมืองสายใหม่เชื่อมถนนผดุงพานิช–เพลินจิต ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสัญจรในเมือง แต่ยังเปิดโอกาสในการบูรณาการงานออกแบบอย่างมีส่วนร่วม เพื่อพลิกโฉมภูมิทัศน์ริมน้ำให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ มุ่งยกระดับสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของชาวร้อยเอ็ดอย่างยั่งยืน

หลังจากนี้ The Urbanis จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกไอเดียการออกแบบผ่านมุมมองของนักสร้างสรรค์เมืองรุ่นใหม่จาก 4 ผลงานสุดท้าย ที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าคูเมืองร้อยเอ็ดให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สายใยแห่งศรัทธา: พื้นที่สุขภาวะที่เชื่อมโยงพุทธศาสนา วิถีชีวิตชุมชน และระบบนิเวศเมือง

เริ่มจากผลงานรางวัลชนะเลิศที่ชื่อว่า “สายใยแห่งศรัทธา” ของกลุ่ม ลูกอีสาน โดย นายกิตติภูมิ กฐินเทศ ซึ่งนำเสนอแนวคิดสวนสาธารณะที่มุ่งเน้นการสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนา วิถีชีวิตชุมชน และระบบนิเวศเมืองเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจากความเลื่อมใสในหลวงพ่อใหญ่แห่งวัดบูรพาภิราม ซึ่งเป็นศูนย์กลางจิตใจของชาวร้อยเอ็ด โดยนำเส้นสายทางภูมิสถาปัตยกรรมที่ลื่นไหลมาถักทอเข้ากับพื้นที่เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานพื้นที่สาธารณะ ผ่านการจัดสรรพื้นที่ใน 3 โซนหลัก ได้แก่ 1) ลานแห่งจิตวิญญาณ เป็นลานอเนกประสงค์รองรับงานประเพณีทางศาสนา 2) เนินแห่งจังหวะและสังคม พื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมนันทนาการ 3) แถบนิเวศริมคูเมือง สวนรับน้ำที่รวบรวมพรรณไม้ท้องถิ่นและระบบนิเวศริมน้ำเพื่อการเรียนรู้และบำบัดสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่ครอบคลุมความต้องการของคนทุกกลุ่มวัย และการใช้ระบบ Constructed Wetland เพื่อบำบัดน้ำเสียและรักษาคุณภาพน้ำในคูเมือง

UN-SAD-SPACE 101: พื้นที่สุขภาวะเพื่อการบำบัดจิตใจเชิงสร้างสรรค์ 

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ที่ชื่อว่า “UN-SAD-SPACE 101” ของกลุ่ม SAFE ZONE โดย นายเอกรัฐ เกตุมาลา มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อการบำบัดจิตใจเชิงสร้างสรรค์ หรือ “Safe Zone” โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตและความเครียดสะสมของคนเมือง จึงได้ออกแบบพื้นที่ที่ช่วยรักษาสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่คำนึงถึงพฤติกรรมของผู้คนทุกช่วงวัย เช่น การสร้างมุมพักผ่อนที่สงบสำหรับวัยทำงาน พื้นที่ที่ไม่ตัดสินและทันสมัยสำหรับวัยรุ่น ลานกิจกรรมที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัว และทางเดินเชิงบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ พื้นที่มีการจัดสรรเป็น 3 โซน ได้แก่ 1) Active Zone ที่ใช้พื้นผิวทางเดินเพื่อดึงสติสัมปชัญญะ 2) Deep Zone ที่ใช้เสียงธรรมชาติช่วยกลบความวุ่นวายเพื่อการทบทวนตัวเอง 3) Venting Void Zone ที่ออกแบบมาเพื่อการปลดปล่อยความเครียด เป็นการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ผ่อนคลาย ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกัน

ฮิมคูบูรพา ภูมิทัศน์ที่มีชีวิต: พื้นที่สุขภาวะที่เชื่อมโยงภูมิทัศน์ วิถีชุมชน และความเชื่อ

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ร่วม ที่ชื่อว่า “ฮิมคูบูรพา : ภูมิทัศน์ที่มีชีวิต” จากกลุ่ม C R A F T โดย นายต้นน้ำ ไชยนันท์ ได้นำเสนอไอเดียการพัฒนาพื้นที่โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนคูเมืองจากเพียงขอบเขตทางน้ำให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงภูมิทัศน์ วิถีชุมชน และความเชื่อเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน การออกแบบเน้นความต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกับบริบทเดิม ทำให้สถาปัตยกรรมดูเสมือนงอกขึ้นจากพื้นดินแทนการวางวัตถุแปลกปลอมลงไปในพื้นที่ โดยเลือกใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลักเพื่อสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นและความยืดหยุ่นในรูปแบบโมดูลาร์ที่ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการประกอบและปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามจังหวะชีวิต พื้นที่ภายในถูกจัดสรรให้รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่เส้นทางวิ่งออกกำลังกายที่มีลวดลายอ้างอิงจากผ้าทออีสาน พื้นที่ตลาดชุมชนที่สอดคล้องกับประเพณี ไปจนถึงสนามเด็กเล่นที่ช่วยส่งเสริมจินตนาการ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนทุกวัย โดยยังคงเคารพจิตวิญญาณของศาสนสถานและชุมชนโดยรอบ

ลาน – สาน – เมือง: พื้นที่สุขภาวะสร้างสรรค์เพื่อสานสัมพันธ์คนเมือง

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ร่วม ชื่อว่า “ลาน – สาน – เมือง” ของกลุ่ม สโมสรชิมิ โดย นางสาววริศรา พุ่มทรัพย์ นางสาวพิมลอมร วุฒิการ และนางสาวปรัชญวรรณ ไชยวังเย็น ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสานสัมพันธ์คนเมือง การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก “เสื่อกก” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นสำคัญ โดยการนำลวดลายและเทคนิคการถักทอเสื่อกกมาตีความใหม่ในรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านเส้นสายที่ถักทอ และโครงสร้างและวัสดุหลัก มีการแบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นโซนต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด เปลี่ยนลายทอ เป็นลานเล่น ได้แก่ 1) ลานใจธรรม พื้นที่สำหรับกิจกรรมทางศาสนา 2) ลานสานสุข(ภาพ) พื้นที่สำหรับกิจกรรมนันทนาการ 3) ลานสานศิลป์ถิ่นเมือง พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะและภูมิปัญญาพื้นถิ่น 4) ร้อยเล่นโลด สนามเด็กเล่นที่ผสานวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับการเรียนรู้ของเด็ก 5) กะพัก พื้นที่สำหรับพักผ่อน โดยมุ่งส่งเสริมกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน งานคราฟต์ กิจกรรมดนตรีและไลฟ์สไตล์

สานต่อไอเดียจากการมีส่วนร่วมสู่การต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม

จากแรงบันดาลใจสู่การลงมือทำจริง เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดในฐานะฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเมือง พร้อมนำไอเดียสร้างสรรค์จากผลงานการประกวดครั้งนี้ มาต่อยอดสู่โครงการพัฒนาพื้นที่ริมคูเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพลิกโฉมภูมิทัศน์ดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งขยายผลไอเดียการพัฒนาสู่จุดยุทธศาสตร์สำคัญอื่น ๆ ในเมือง เพื่อขับเคลื่อนเมืองร้อยเอ็ดให้เติบโตอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนต่อไป

บทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาย่านสุขภาวะในประเทศไทย กรณีศึกษา ย่านพระโขนง-บางนา ย่านเมืองเก่าลำพูน และย่านเมืองเก่าร้อยเอ็ด  ดำเนินการโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย