สุขสร้างย่าน: ขยับร่าง สร้างวิถีสุขภาวะชาวร้อยเอ็ด

เมืองสาเกตุนคร หรือเมืองร้อยเอ็ด เป็นเมืองที่มีจังหวะชีวิตไม่เร่งรีบและยังคงรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ได้อย่างชัดเจน แต่ภายใต้บรรยากาศสงบนิ่ง เมืองแห่งนี้กำลังเผชิญความท้าทายไม่น้อย ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ การพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ชุมชนต้องเตรียมรับมือ

เมื่อโครงการ “สุขสร้างย่าน สานพลังสุขภาวะ” เข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่ หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนจึงเลือกนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นจุดแข็งในการแก้ปัญหา นำมาสู่การออกแบบ 6 กิจกรรมสุขสร้างย่าน ที่นำศิลปวัฒนธรรมมาผสานเข้ากับแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิตอย่างแนบเนียน

กิจกรรมทั้ง 6 ของโครงการสุขสร้างย่าน สานพลังสุขภาวะ เมืองร้อยเอ็ด ประกอบด้วย 

  1. ปั่น 2 ล้อ เลาะบึง ตื่มบุญ โดยกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 
  2. เมืองร้อยเอ็ด เมืองแห่งความสุข เดินสำรวจย่าน เล่าประสบการณ์ผ่านภาพถ่าย โดยเครือข่ายโรงเรียนเทศบาลวัดเวฬุวันและชุมชนวัดเวฬุวัน 
  3. สูงวัยไม่ไร้ค่า พัฒนาสุขภาวะชุมชนด้วยดนตรีไทย โดยสาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 
  4. โรงเรียนและบ้าน ย่านแห่งการเรียนรู้ โดยโรงเรียนเทศบาลวัดเวฬุวัน 
  5. ยกระดับคุณภาพการนอนย่านเมืองเก่าร้อยเอ็ดด้วยภูมิปัญญาไทย นอนดี ชีวิตดี: ย่านสุขภาวะร้อยเอ็ด โดยชุมชนท่านคร 
  6. หัตถศิลป์ท้องถิ่น สร้างสุข สมาธิ และสติปัญญา โดยชุมชนราษฎรอุทิศ

สิ่งที่ทำให้โครงการย่อยของร้อยเอ็ดน่าสนใจ คือ การใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมดูแลทั้งกายและใจไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่ดนตรีไทยและงานหัตถศิลป์ที่ช่วยฝึกสมาธิให้ผู้สูงอายุ ภูมิปัญญาไทยที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ ไปจนถึงการปั่นจักรยานเลาะบึงเพื่อออกกำลังกายและพบปะพูดคุยกัน ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่าชุมชนสามารถหยิบรากฐานวิถีชีวิตเดิมมาปรับใช้ สร้าง “ย่านอยู่ดี” ที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ของชุมชนและสังคมได้อย่างลงตัว

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาวะ

ผลประเมินสุขภาวะของคนร้อยเอ็ดที่เข้าร่วมโครงการที่ทีมวิจัยใช้กรอบแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) วัดผลครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ (1) กิจกรรมทางกาย (2) พฤติกรรมการนอนหลับ (3) การรับประทานอาหาร (4) การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (5) การจัดการความเครียด และ (6)  การหลีกเลี่ยงสารเสพติดและสารอันตราย ซึ่งภาพรวมทั้งหมดในแต่ละด้านผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างน่ายินดี 

ภายหลังจากดำเนินโครงการพบว่า ผู้เข้าร่วมมีทิศทางเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในเกือบทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการรับประทานอาหาร การจัดการความเครียด และการหลีกเลี่ยงสารเสพติดและสารอันตราย ที่เห็นพัฒนาการเด่นชัดเป็นพิเศษ รายละเอียดแต่ละด้านมีดังนี้

ด้านกิจกรรมทางกาย

กิจกรรมทางกายเป็นด้านเดียวที่ร้อยเอ็ดเดินสวนทางกับพื้นที่อื่น (ย่านพระโขนง-บางนา และเมืองเก่าลำพูน) อย่างชัดเจน เนื่องจากระยะเวลาของกิจกรรมโดยรวมกลับลดลงร้อยละ 30 จากราว 3.5 ชั่วโมงต่อวัน เหลือเพียง 2.5 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อแยกดูรายประเภทจะเห็นว่ากิจกรรมจากการทำงานอยู่ที่ประมาณ 60 นาทีต่อวัน การเดินหรือปั่นจักรยานเพื่อเดินทางราว 45 นาทีต่อวัน และการออกกำลังกายหรือนันทนาการอีกราว 40 นาทีต่อวัน ซึ่งทุกประเภทล้วนต่ำกว่าพื้นที่ศึกษาอื่นทั้งหมด

แต่ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมเนือยนิ่งทั้ง 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเฉย ๆ การดูจอเพื่อความบันเทิง หรือดูจอเพื่อการเรียนรู้ กลับลดลงอย่างชัดเจนเช่นกัน จากค่าเฉลี่ย 400 นาทีต่อสัปดาห์ เหลือเพียงราว 200 นาทีต่อสัปดาห์เปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินโครงการในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 – มกราคม 2569 

แม้จะฟังดูขัดกันสักเล็กน้อย (เวลานั่งเฉยๆ ลดลง แต่กิจกรรมทางกายก็ลดลงด้วย) แต่ก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า เวลาที่หายไปจากพฤติกรรมเนือยนิ่งอาจไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยการขยับตัวเสมอไป แต่อาจถูกใช้ไปกับกิจกรรมรูปแบบอื่นนอกเหนือจากความครอบคลุมของแบบประเมิน หรืออาจเกี่ยวข้องกับฤดูกาลเกษตรกรรมและภาระงานที่เปลี่ยนไปในช่วงเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมในระยะต่อไป

ภาพแสดงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางกาย และการลดลงของพฤติกรรมเนือยนิ่งเปรียบเทียบตลอดทั้งโครงการ

ด้านพฤติกรรมการนอนหลับ

คนร้อยเอ็ดส่วนใหญ่เข้านอนราว 22.00 น. และตื่นราว 05.00 น. คิดเป็นเวลานอนเฉลี่ยประมาณ 7 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ แต่ค่อนไปในทางต่ำกว่าพื้นที่อื่น 

หลังเข้าร่วมโครงการพบว่าพฤติกรรมการเตรียมตัวก่อนนอนมีแนวโน้มดีขึ้นร้อยละ 31 โดยใช้เวลาเตรียมตัวก่อนนอนเฉลี่ยประมาณ 23 นาที และการรับรู้สิ่งรบกวนการนอนลดลงร้อยละ 31 ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่ชัดเจนในสองมิตินี้ แต่ปัญหาการตื่นกลางดึกยังคงอยู่ในระดับสูงราวร้อยละ 50-60 ตลอดช่วงประเมิน นั่นหมายความว่าแม้คนร้อยเอ็ดจะเตรียมตัวก่อนนอนดีขึ้น แต่คุณภาพการนอนหลับต่อเนื่องยังเป็นโจทย์ที่โครงการยังแตะไปไม่ถึง จึงอาจต้องมองปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหรือสุขภาพกายด้านอื่นในการออกแบบกิจกรรมรอบต่อไปประกอบด้วย

ด้านการรับประทานอาหาร

ด้านการรับประทานอาหารคือด้านที่เปลี่ยนแปลงได้โดดเด่นที่สุดในบรรดาพื้นที่ศึกษาทั้งหมด เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการกินขยับจาก 29.29 คะแนน เป็น 33.28 คะแนน จากที่เคยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ตอนนี้ขยับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้อย่างชัดเจน ขณะที่สัดส่วนผู้ที่มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีก็เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.83 เป็นร้อยละ 27.69 

 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนร้อยเอ็ดตื่นตัวและพร้อมปรับพฤติกรรมการบริโภคในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการที่เมืองร้อยเอ็ดมีลักษณะเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบทที่ยังเข้าถึงแหล่งอาหารหลากหลายได้ง่าย แต่ควรส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายให้ชุมชนมีบทบาทช่วยกันดูแลพฤติกรรมการกินที่ดีในระยะยาวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย 

ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

คะแนนเฉลี่ยด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมขยับจาก 31.70 เป็น 32.48 ฟังดูเหมือนเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่ตัวเลขที่น่าจับตาจริง ๆ คือสัดส่วนผู้ที่ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากร้อยละ 31.71 เป็นร้อยละ 42.17 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโครงการช่วยกระตุ้นให้คนมีปฏิสัมพันธ์และผูกพันกับชุมชนได้จริง และอาจสะท้อนทุนทางสังคมที่ร้อยเอ็ดมีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม 

ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าสังคมอีสานมักมีรากฐานการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกันที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว โครงการจึงเป็นเหมือนตัวเร่งให้ศักยภาพของพื้นที่ให้แสดงออกมาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้านการจัดการความเครียด

ผลการประเมินในจังหวัดร้อยเอ็ดพบว่า คะแนนเฉลี่ยการจัดการความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 26.36 คะแนน เป็น 20.27 คะแนน สะท้อนพัฒนาการที่ชัดเจนภายในเกณฑ์ปานกลาง และมีทิศทางเข้าใกล้เกณฑ์ดีมากขึ้น 

แต่ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ สัดส่วนคนที่มีความเครียดระดับปานกลางถึงสูงลดลงจากร้อยละ 99 เหลือร้อยละ 86 นั่นหมายความว่าแทบทุกคนที่เข้าร่วมโครงการมีความเครียดในระดับน่ากังวลตั้งแต่วันแรก ซึ่งอาจเกี่ยวโยงกับความกดดันด้านเศรษฐกิจการเกษตรและความไม่แน่นอนของรายได้ในพื้นที่ แต่การที่คะแนนลดลงได้มากกว่า 6 คะแนนภายในระยะเวลาโครงการนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้คนตอบสนองต่อกิจกรรมได้ดีจริง และควรได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อรักษาพัฒนาการนี้ไว้ในระยะยาว

กล่าวได้ว่า สำหรับเวชศาสตร์ด้านการรับประทานอาหาร การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการจัดการความเครียด นั้นผลการประเมินเผยให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี เช่น มีการลดหรืองดรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม ตลอดจนเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ซึ่งค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำมาอยู่ใกล้ระดับปานกลางตามเกณฑ์การประเมิน เช่นเดียวกับการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ค่าเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการใช้เวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนที่มีมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลไม่มากก็น้อยกับด้านความเครียด ที่พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีความเครียดลดลงหรือมีสุขภาพจิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ดังแสดงในภาพด้านล่าง

ภาพแสดงผลการประเมินก่อน-หลังด้านโภชนาการ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และความเครียด เมืองร้อยเอ็ด

ด้านการหลีกเลี่ยงสารเสพติดและสารอันตราย

ด้านนี้ดีขึ้นทั้งสองตัวชี้วัด สัดส่วนคนสูบบุหรี่ลดลงจากร้อยละ 12 เหลือร้อยละ 5 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและโดดเด่นมาก สะท้อนว่าคนที่เคยสูบบุหรี่ตั้งใจปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง ด้านสัดส่วนคนดื่มแอลกอฮอล์ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 27 ซึ่งยังถือว่าอยู่ในทิศทางบวก แต่เปลี่ยนแปลงได้จำกัดกว่าฝั่งบุหรี่ค่อนข้างมาก

บทสรุป

ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าโครงการสุขสร้างย่าน สานพลังสุขภาวะ มีส่วนช่วยให้คนร้อยเอ็ดเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาวะในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านโภชนาการ การจัดการความเครียด การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการหลีกเลี่ยงสารเสพติดและสารอันตราย ขณะที่ด้านกิจกรรมทางกายและคุณภาพการนอนหลับยังเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมสุขภาวะให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการร่วมมือและพัฒนาแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาย่านสุขภาวะในประเทศไทย กรณีศึกษา ย่านพระโขนง-บางนา ย่านเมืองเก่าลำพูน และย่านเมืองเก่าร้อยเอ็ด ดำเนินการโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย

บอกเล่าเรื่องราวของ 'เมือง' และ 'มนุษย์' เพราะมนุษย์คือ ผู้สร้างเมือง และเมื่อเมืองเติบโตขึ้น เมืองก็ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วย