12/12/2025
Healthy Cities

โคเปนเฮเกน เมืองที่ออกแบบเพื่อคนทุกช่วงวัย

The Urbanis
 


หากลองหลับตาลงแล้วจินตนาการภาพของเมืองในประเทศไทยที่สามารถพบเห็นผู้สูงอายุสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง เดินทางไปโรงพยาบาล สวนสาธารณะ ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ภาพนี้คงจะจินตนาการได้ยากในบริบทของประเทศไทย แต่ถ้าหากเราลองมองไปที่เมืองหลวงของประเทศแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือที่มีชื่อว่า “โคเปนเฮเกน”

The Urbanis ขอชวนชาวเมืองทำความรู้จักเมืองโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก ที่เราจะสามารถเห็นผู้ปกครองพาลูก ๆ ออกมาเดินเล่นและทำกิจกรรมกลางแจ้ง หญิงและชายชราเดินทางจากบ้านของตัวเองไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า และแวะรับบริการทางสาธารณสุขก่อนกลับบ้านได้อย่างไร้อุปสรรค

ที่มา MGR ONLINE 2021
https://mgronline.com/travel/detail/9640000006357#google_vignette

โคเปนเฮเกนเป็นเมืองที่มักจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งอยู่ในหลาย ๆ ครั้ง ในการวัดดัชนีความน่าอยู่ของเมืองจากสำนักข่าว The Economist ในปี ค.ศ. 2025 โคเปนเฮเกนก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกโดยวัดจากดัชนีหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข ความปลอดภัย การศึกษา สิ่งบันเทิง และความมั่นคง หรือจากการจัดอันดับของ Institute for Quality of Life ในดัชนีเมืองแห่งความสุข โคเปนเฮเกนก็เป็นอันดับหนึ่งในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และแง่มุมอื่น ๆ อีกเช่นเดียวกัน

บทความนี้จะลองพาผู้อ่านทุกท่านไปสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ของเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก องค์ประกอบใดบ้างที่ทำให้ทั้งเด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไร้อุปสรรค ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถออกมาใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นในเมืองแห่งนี้

ในวัฒนธรรมของชาวเดนมาร์ก และสแกนดิเนเวีย มักจะมีคำหนึ่งที่ปรากฏขึ้นอยู่บ่อย ๆ ในปรัชญาการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่นั้น นั่นก็คือคำว่า Hygge (อ่านว่า หือ-เกอะ) ที่หาคำแปลในภาษาอื่นได้ไม่ง่ายนัก แต่โดยทั่วไปแล้ว Hygge มักจะหมายถึงความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ ผ่านการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับตัวเองหรือคนใกล้ชิดกลุ่มเล็ก ๆ โดยไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ เป็นคำที่ตรงกันข้ามกับภาพจำของวิถีชีวิตที่ทรหดจากสภาพอากาศอันหนาวเหน็บของประเทศแถบนี้ เมื่อพูดถึงคำว่า Hygge แล้ว ผู้คนมักจะนึกถึงการใช้ชีวิตอยู่บ้านสบาย ๆ นั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ริมหน้าต่างกว้างเผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามและต้นไม้นานาพันธ์ ในมือถือแก้วกาแฟใบโปรดพร้อมเครื่องดื่มอุ่น ๆ และหนังสือเล่มโปรดซักเล่ม ถึงแม้ Hygge จะเป็นคำที่พึ่งปรากฎในภาษาเดนิชได้ไม่ถึงสองร้อยปี แต่ก็กลายเป็นหนึ่งในคำที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของชาวเดนมาร์ก และแสดงออกผ่านปัจจัยหลายอย่างในองค์ประกอบเมืองของประเทศแห่งนี้

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ พื้นที่สาธารณะที่สามารถพบได้ทั่วไปในเมืองโคเปนเฮเกน ประชากรกว่า 80 % สามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้โดยการเดินไม่ถึง 300 เมตร และยังมีความหลากหลายทางพื้นที่สาธารณะ ทั้งพื้นที่ริมอ่าวที่สามารถลงเล่นน้ำได้ในฤดูร้อน ห้องสมุดสาธารณะที่มีบริการมากมายนอกเหนือจากการอ่านและยืมหนังสือ ชายหาด สวนสาธารณะที่เปิดตลอดเวลาและมีอยู่ทั่วทั้งเมือง 

จัตุรัสกลางเมืองที่เป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้ออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ไปจนถึงโรงงานกำจัดขยะที่ถูกปรับปรุงด้านนอกให้กลายเป็นพื้นที่เล่นสกี เส้นทางเดินเล่น และหน้าผาจำลองให้ผู้คนสามารถออกมาทำกิจกรรมได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อมีพื้นที่สาธารณะที่มากพอและเหมาะสม ก็ทำให้ผู้คนสามารถออกมาใช้ชีวิตได้มากขึ้น ทำให้วิถีชีวิตกลางแจ้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาวเดนมาร์ก และส่งเสริมให้เกิดความรู้สึก Hygge ไปโดยปริยาย

การออกแบบเมืองก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่จะมองข้ามไปไม่ได้ โคเปนเฮเกนเป็นเมืองที่ออกแบบมาสำหรับทุกคน ผู้ใช้รถสามารถขับขี่ยานพาหนะของตัวเองได้อย่างไม่มีปัญหา ในขณะเดียวกัน จักรยานที่ได้รับความนิยมมากในเมืองก็ถูกออกแบบเส้นทางให้รองรับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี จนในปัจจุบันมีเส้นทางจักรยานในเมืองโคเปนเฮเกนกว่า 248 กิโลเมตร และมีแผนจะขยายเส้นทางจนมีความยาวกว่า 746 กิโลเมตรในปี ค.ศ. 2045  เนื่องจากจักรยานนั้นเป็นพาหนะที่ใช้งานง่าย อยู่ในระดับมนุษย์ (human scale) และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพผ่านการออกกำลังกายทางอ้อม แม้แต่ผู้สูงอายุบางกลุ่มก็ยังสามารถใช้ได้ ทำให้ชาวเมืองโคเปนเฮเกนกว่า 28% ใช้จักรยานในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ในขณะที่สัดส่วนของผู้ใช้รถยนต์นั้นอยู่ที่ 30% เท่านั้น 

A street with cars and a sign

AI-generated content may be incorrect.
ป้ายแสดงจำนวนผู้ใช้จักรยานในโคเปนเฮเกน

นอกจากนั้น การเดินเท้าก็ยังเป็นอีกตัวเลือกการเดินทางที่เมืองโคเปนเฮเกนออกแบบโครงสร้างพื้นฐานมารองรับได้เป็นอย่างดี ทางเท้าในเมืองจะถูกแบ่งอย่างเป็นระบบ ไม่มีการขับขี่ยานพาหนะใด ๆ บนทางเท้า มีความกว้างพอจะรองรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ และมีการทำพื้นให้ราบเรียบ หากต้องเปลี่ยนความสูงก็จะมีทางลาดอำนวยความสะดวกให้แทบทุกจุดในเมือง ทำให้การเดินเท้านั้นปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ จนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองอย่างไม่ยากลำบาก ทำให้กว่า 21% ของชาวเมืองนี้เดินเท้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน

หากการเดินทางนั้นไกลกว่าระยะที่สามารถเดินได้ โคเปนเฮเกนก็ยังมีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและหลากหลายรูปแบบ ทั้งรถไฟชานเมือง รถไฟใต้ดิน รถบัส ไปจนถึงเรือที่เชื่อมระหว่างอ่าว ทุกยานพาหนะมีระบบการเทียบจอดที่ทำให้ผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์สามารถขึ้นและลงได้สะดวก มีระบบตรวจสอบระยะเวลาที่รถจะมาถึงป้าย และความถี่การวิ่งรถที่ทำให้ไม่ต้องรอนานจนเกินไป และสามารถวางแผนชีวิตได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเดินทางในเมืองของผู้สูงอายุนั้นง่ายขึ้นไปอีก เมื่อระบบขนส่งสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่าย ปลอดภัย และมีตารางเวลาที่ชัดเจน ผู้คนทุกเพศ ทุกวัย และทุกชนชั้นก็ออกมาใช้ขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น จนชาวเมืองกว่า 21% ใช้ขนส่งสาธารณะเป็นปกติในการเดินทาง

หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สูงวัยคงจะหนีไม่พ้นบริการทางสาธารณสุข โดยระบบสาธารณสุขของเดนมาร์กนั้นเป็นแบบครอบคลุมถ้วนหน้า ประชาชนชาวเดนมาร์กทุกคนมีสิทธิ์รับบริการสาธารณสุขได้เกือบทุกรูปแบบโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากถูกหักไปจากภาษีทุกรูปแบบแล้ว แม้แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์กอย่างถูกกฎหมายเกิน 3 เดือนขึ้นไปก็สามารถขอรับบัตรประกันสุขภาพในระบบนี้ได้เช่นเดียวกัน

การเข้ารับบริการนั้นสามารถทำได้โดยการติดต่อกับ General Practitioner (GP) หรือแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในเขตที่อยู่ของตัวเอง จากนั้นหากต้องการรับบริการกับแพทย์เฉพาะทาง GP ก็จะทำการส่งเรื่องต่อไปยังโรงพยาบาลและสถานบริการทางสุขภาพอื่น ๆ ต่อไป และเมื่อต้องใช้ยา ก็จะต้องให้แพทย์ทำการออกใบสั่งยาให้ ก่อนจะไปทำการติดต่อกับเภสัชกรที่ร้านขายยาเพื่อรับยาดังกล่าว หากเป็นกรณีฉุกเฉินทางสุขภาพที่อันตรายถึงชีวิต ก็สามารถติดต่อที่ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลได้ทุกที่ทันที หรือถ้าหากไม่สามารถเดินทางออกมาได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป ก็สามารถโทรไปที่หมายเลข 112 เพื่อขอเรียกรถพยาบาลมารับได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ระบบอาจฟังดูซับซ้อนและหลายขั้นตอน แต่ด้วยความครอบคลุมของการให้บริการทางสาธารณสุขก็ทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้ด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดายในโคเปนเฮเกน

แน่นอนว่านอกจากพื้นที่สาธารณะ ระบบขนส่งสาธารณะ การออกแบบเมือง และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขแล้ว ก็ยังมีอีกมากมายหลายปัจจัยที่สามารถทำให้เมืองเมืองหนึ่งกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับผู้สูงอายุและทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของการใช้ชีวิตในเมือง อากาศสะอาด นโยบายจากภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ การจัดการที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของประชาชน 

หากชาวเมืองมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ เมืองนั้นก็คงจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น หากเมืองสามารถพัฒนาจนกลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับผู้สูงอายุอย่างโคเปนเฮเกนได้แล้ว คนในช่วงวัยอื่น ๆ ก็จะสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างราบรื่นมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และได้รับประโยชน์มากขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกัน

ครั้งหน้าหากคุณผู้อ่านได้มีโอกาสไปต่างประเทศหรือท่องเที่ยวที่ไหนในประเทศไทยเองก็ตาม ลองสังเกตประชากรรอบตัวในพื้นที่ที่ไป ว่าพบเห็นเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน แล้วจะพบเห็นว่าในแต่ละเมือง แต่ละพื้นที่นั้นมีคุณลักษณะที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตของคนในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกันไปอย่างชัดเจน และหลังจากเราได้ถอดบทเรียนจากเมืองโคเปนเฮเกนกันไปแล้ว คุณผู้อ่านทุกท่านก็คงจะมีภาพที่ชัดเจนในหัวมากขึ้น ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถพัฒนาเมืองให้เป็นพื้นที่สำหรับผู้สูงวัย และเป็นเมืองสำหรับทุกคนได้ในที่สุด

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


Contributor