18/03/2020
Environment

เมื่อ COVID-19 ทำชีวิตเราเปลี่ยนไป

ภสรัณญา จิตต์สว่างดี


เมื่อ COVID-19 ทำชีวิตเราเปลี่ยนไป

ภาพ : สมัชญา แซ่จั่น

นาทีนี้คงไม่มีอะไรน่ากังวลไปกว่าสถานการณ์เชื้อไวรัส COVID-19 ที่กำลังระบาดไปในหลายประเทศทั่วโลก

แน่นอนว่าเชื้อไวรัสนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ได้รับเชื้อแล้วหรือยังไม่ได้รับเชื้อก็ตาม และ ‘ชาวเมือง’ ก็คงได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าใคร

เพราะการใช้ชีวิตในเมืองนั้น ทุกย่างก้าวมีความเสี่ยง

หลายคนอาศัยอยู่ในคอนโดต้องใช้ลิฟต์ร่วมกัน หลายคนเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนที่ทุกๆ เช้าในช่วงเวลาเร่งด่วนจะแออัดและเบียดเสียดกันเป็นปลากระป๋อง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายคนยังต้องออกไปทำงานและพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา โดยที่เราเองต่างก็ไม่รู้เลยว่าเชื้อไวรัสเหล่านั้นได้แพร่มาถึงเรา หรือเราเป็นคนนำไปแพร่หรือยัง

การใช้ชีวิตอย่างปกติที่เราเคยทำ ออกไปข้างนอก เดินเล่น ดูหนัง กินข้าว เจอเพื่อน สังสรรค์ ไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศ ตอนนี้กลายเป็นว่าผู้คนเริ่มไม่ออกจากบ้านหากไม่จำเป็น แม้ว่าเราจะยังไม่ปิดเมืองและยังไม่เข้าสู่เฟส 3 (ตามที่รองฯ วิษณุได้แถลง) แต่ก็เริ่มมีการซื้อของกักตุนเพราะกลัวว่าจะขาดตลาด หลายบริษัทเริ่มมีมาตรการให้พนักงานลาหยุด (ซึ่งมีทั้งจ่ายและไม่จ่ายเงินเดือน) ให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home กันบ้างแล้ว และสถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มประกาศหยุดชั่วคราว

แต่กระนั้นก็ยังมาบางอาชีพที่ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านหรือหยุดงานได้ และเมื่อยังไม่มีประกาศที่ชัดเจนถึงเรื่องพื้นที่เสี่ยง ทุกๆ ที่จึงสามารถเป็น ‘พื้นที่เสี่ยง’ ได้ทั้งหมด

The Urbanis จึงลงไปพูดคุยกับชาวเมืองที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองทั้งหลาย ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในตอนนี้ส่งผลอย่างไรต่อชีวิตและการทำงานของพวกเขาบ้าง รวมถึง ‘มาตรการรับมือ’ และ ‘การช่วยเหลือ’ จากรัฐบาลที่ประชาชนควรจะได้รับ แต่กลับยังมาไม่ถึง…

พนักงานกดลิฟต์ของห้างสรรพสินค้า

“การทำงานการใช้ชีวิตมันก็เปลี่ยนไปนะ หน้ากากอนามัยที่ห้างเขามีแจก แต่บางทีก็ซื้อมาเองบ้าง คือปกติไม่ได้ทำงานในลิฟต์ครับ ผมทำอยู่ตรงพื้นที่ด้านนอก ก็ทำความสะอาดทั่วไป แต่ทางห้างเขาเพิ่มหน้าที่นี้เข้ามาตอนที่มีการระบาดของไวรัส เพิ่งเริ่มทำมาประมาณเดือนกว่าๆ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราที่เข้ามาทำงานอยู่ในลิฟต์”

“คือก็พยายามจะไม่ให้ลูกค้ากดลิฟต์เองเลย แต่ว่าบางคนเขาเข้ามาในลิฟต์แล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปที่ชั้นไหน เขาก็ดูๆ แล้วก็กดเองแบบนี้ก็มี”

“ผมทำงาน 10 ชั่วโมง ถ้าช่วงไหนไม่มีลูกค้า หรือถ้าอยู่ในนี้นานเกิน ผมก็มีออกไปข้างนอก (นอกลิฟต์) บ้าง ออกไปสักพักแล้วก็กลับเข้ามา แล้วทุกๆ 15 นาที เขาจะให้ลงไปที่ชั้น B1 เพื่อไปฉีดน้ำยาทำความสะอาดลิฟต์ ก็คือพอขึ้นลงสองรอบ แล้วก็ต้องลงไปชั้นล่างสุดเพื่อทำความสะอาด”

เภสัชกรของร้านขายยาบริเวณสยามสแควร์

“ส่งผลกับชีวิตประจำวันมาก ใช้ชีวิตลำบากยากขึ้นเยอะ เพราะมันติดต่อทางสารคัดหลั่ง ทางการหายใจ เวลาเราไปกินอาหารตามร้านถ้าไม่จำเป็นช่วงนี้ก็อาจจะต้องเลี่ยง เวลาไปเดินห้าง ขึ้นลิฟต์ที่ทำงาน ก็จะต้องล้างมือบ่อยๆ มีความระแวงตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้ใส่แมสก์หรือไปจับสิ่งของก็จะระแวง แล้วในไทยก็ระบาดเยอะด้วย”

“ตัวเลขผู้ติดเชื้อคิดว่าน่าจะเยอะกว่าที่เปิดเผยออกมา เพราะเราไม่ได้ตรวจทุกคน อย่างถ้าเป็นเกาหลีเขาตรวจเยอะก็เลยเจอเยอะ ที่ไทยนี่คือที่ตรวจเจอเพราะเขาไปตรวจเองที่โรงพยาบาล มันก็เลยพบน้อย จริงๆ น่าจะเยอะกว่านี้”

“แมสก์ในร้านเราก็ขายดี อย่างตอนนี้แมสก์ที่ร้านก็หมด จริงๆ แล้วแมสก์ในร้านเราส่วนใหญ่จะได้มาจากญี่ปุ่น เพราะเราเป็นร้านของญี่ปุ่น แต่ก็มีช่วงที่ขาดเหมือนกัน เพราะคนในประเทศเขาก็ต้องใช้ แต่ถ้าเป็นอันที่ผลิตในไทยได้มาแค่ยี่ห้อเดียว ซึ่งไม่ค่อยได้ของด้วย แล้วเข้ามาแต่ละครั้งก็จำกัดจำนวนเหมือนกัน ก็ตามข่าวว่าทุกร้านก็ขาดกันหมด”

“คิดว่ามาตรการการรับมือยังไม่ดี ไม่ดีเลยแหละ เราไม่ได้จำกัดประเทศกลุ่มเสี่ยงที่เข้ามา หรือตอนกักตัวคนที่พึ่งกลับมาจากต่างประเทศ มาตรการมันก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น ไม่ได้ตรวจละเอียดทุกคน เหมือนตรวจแค่ไข้ ถ้าช่วงนั้นอาการไข้ยังไม่แสดง หรืออยู่ในระยะฟักตัว แต่เขามีเชื้ออยู่แล้ว เขาอาจจะผ่านด่านเข้ามาในประเทศก็ได้ อีกอย่างในไทยก็คือขาดแคลนหน้ากากอนามัย แม้แต่ในโรงพยาบาล พอคนไม่มีแมสก์ มันอาจจะทำให้ไวรัสกระจายเร็วขึ้น”

“สิ่งที่อยากให้รัฐทำอย่างแรกเลยคือควรจะหาหน้ากากให้เพียงพอกับคนในประเทศก่อน คืออย่างเรื่องควบคุมคน หรือปิดประเทศมันอาจจะยากกว่า แต่การหาหน้ากากมันทำได้เลย น่าจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้ อย่างน้อยๆ ก็ขอให้โรงพยาบาลมี ถ้าบุคลากรทางการแพทย์เป็นอะไรขึ้นมามันจะลำบากกว่านี้นะ”

นักเรียนของสถาบันกวดวิชาที่อาคารวรรณสรณ์

“ช่วงนี้เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว แต่ก็ใส่แมสก์ตลอดนะคะ ตอนนี้นี้โรงเรียนปิดเทอมอยู่ แต่ก่อนหน้านี้ที่โรงเรียนยังเปิดก็มีมาตรการให้ใส่แมสก์มาโรงเรียน แล้วก็ให้นักเรียนเข้าแถวในห้องเรียนแทน เพราะมันมีเรื่องฝุ่นด้วย มีเจลล้างมือตามที่ต่างๆ ในโรงเรียนให้เราทำความสะอาดอยู่ตลอด อย่างคุณแม่ก็ให้เราพกแมสก์กับแอลกอฮอล์ในกระเป๋าตลอด”

“การรับมือไม่ค่อยดีเท่าที่ควรนะ เรื่องแมสก์ก็มีคนมาขายในราคาที่สูงเกินจริง แม่เล่าให้ฟังว่า ปกติซื้อแมสก์กล่องละไม่เท่าไหร่ แต่ตอนนี้กล่องละ 700 บาท แล้วมันก็หาซื้อยากขึ้นมากๆ มันเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป ซึ่งไม่มีใครมาควบคุมตรงนี้ คือช่วงที่เดินทางด้วยบีทีเอสก็เจอคนแจกตามสถานีบ้าง แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ใช้รถไฟฟ้า เลยไม่รู้ว่ายังมีแจกอยู่หรือเปล่า”

“สิ่งที่อยากให้ทำก็คืออยากให้รัฐบาลผลิตแมสก์ออกมามากกว่านี้ เห็นข่าวอย่างที่ญี่ปุ่นเขาก็แจกให้ประชาชนฟรี เอาไปใส่ไว้ตามตู้ไปรษณีย์ของแต่ละบ้านเลย ดูมีการรับมือที่ดีกว่า บ้านเราดูไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย”

เจ้าของร้านค้าบริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์กับรถไฟฟ้าบีทีเอส

“มันก็กลัวนะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเราก็ยังต้องมาทำงาน ถ้าเราไม่ทำงานเราก็ไม่มีเงิน ก็พยายามป้องกันตัวเอง ล้างมือ ซื้อเจลล้างมือของเราเอง ซื้อหน้ากาก”

“ก่อนหน้านี้ก็มีคนจากบีทีเอส มาแจกหน้ากากอนามัยบ้าง หรือมีทางทหารก็มาแจกเป็นบางครั้ง แจกหน้ากาก แจกเจลล้างมือ ให้อย่างละชิ้นต่อคน เขาก็ให้คนเดินผ่านไปผ่านมา แล้วก็เปลี่ยนไปแจกที่อื่น ช่วงนี้ก็มาบ่อยอยู่ อย่างเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาก็พึ่งมาแจกไป บางทีก็สองอาทิตย์มาแจกที ก็เป็นหลายๆ หน่วยงานเปลี่ยนกันมา แต่มันก็ไม่พอหรอก แต่พี่ก็ซื้อเองของพี่ เพราะเราก็กลัว”

“หน้ากากอนามัยซื้อเป็นวันๆ ไป ก็อยากจะซื้อเยอะๆ แต่มันไม่มี หาไม่ได้ บางทีเจอก็ซื้อเก็บไว้ แต่ไม่เจอหน้ากากอนามัยที่โก่งราคานะ ที่ซื้อมาก็ชิ้นละ 29 บาท จำกัดให้ซื้อคนละ 3 อัน แต่ 29 บาทนี่มันก็เป็นแบบดีหน่อย”

เจ้าของกิจการร้านเสื้อผ้าวินเทจ

“ส่งผลกระทบมากจริงๆ อย่างแรกเลยต่อการทำงาน เราเป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าร้าน มาเปิดร้านแต่ละวันเราก็กลัว คนที่เดินทางมาซื้อเขาก็กลัว คือมันกลัวทั้งเราและลูกค้า สิ่งที่เราทำได้ก็คือเช็ดแอลกอฮอล์กับสินค้า อย่างหน้าร้านก็มีเจลแอลกอฮอล์ให้ลูกค้าได้ล้างมือ หรืออย่างพวกแว่น เครื่องประดับ พี่จะเช็ดแอลกอฮอล์ทุกวัน ป้องกันทั้งตัวเองและป้องกันให้ลูกค้าด้วย เขาเข้ามาจะได้รู้สึกว่าเซฟอยู่นะ แล้วถ้าเข้ามาใน yelo house ทุกคนจะได้กลิ่นแบบเดทตอล ช่วงเช้านี่กลิ่นขัดมาก คือเขาทำความสะอาดทั้งหมด”

“แต่คนมันก็ออกมาจับจ่ายใช้สอยกันน้อยลง ไม่เดินทาง ไม่ซื้อของกิน คือเรียกแกร็ปง่ายกว่า ทำเองง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า อย่างหน้าร้านเรา จากคนที่เคยเดินทางมาซื้อของก็น้อยลง ไม่ใช่แค่ 50-50 แต่มันคือ 80-20 เลยอ่ะ 80 คือคนหายไปเลย ส่วน 20 คือลูกค้าประจำที่ต้องการต้องใช้ของจากร้านเราจริงๆ ถึงจะมา ขาจรนี่น้อยมาก คนจีนหายไปเลยในพริบตา ทางเอเชียไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกงคือหายหมด ยุโรปยังมีประปราย แต่ก็คือน้อยมากถ้าเทียบกับที่เราเคยขายมา คนไทยก็น้อย”

“ผลกระทบต่อตัวเอง พี่ล้างมือบ่อย ล้างจนมือแห้งอ่ะ จากที่เราไม่เคยพกเจลล้างมือก็ต้องพก แอลกอฮอล์ก็ต้องมีไว้ทั้งที่บ้าน ที่ร้าน ต้องพกติดตัว และถ้าไม่มีความจำเป็นจะไม่ขึ้นรถไฟฟ้าเลย จะขับรถส่วนตัว จะไม่อยู่ในที่ที่คนแออัด”

“ที่เราต้องเปลี่ยนเลยนะ จากการขายหน้าร้านเราต้องเปลี่ยนเป็นออนไลน์ทันที เราไม่เคยไลฟ์ขายของ ตอนนี้เราต้องทำ มันถึงจะช่วยได้ ไม่งั้นพี่แทบไม่มีรายได้เข้าเลย ถ้าไม่ไลฟ์ ไม่ขายออนไลน์ ค่าที่ยังไม่ได้เลย มันโหดมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย ทั้งฝุ่น ทั้งไวรัส ไม่ใช่แค่ที่ yelo ด้วย ในสยามหรือห้างใหญ่ๆ ก็คนน้อยลงแบบเห็นได้ชัดเลย จากที่เคยจองคิว จองร้านอาหาร ตอนนี้คือวอล์กอินได้สบายๆ กินข้าวเหมือนไพรเวทอ่ะ”

“หน้ากากหายากมาก ตอนแรกเราซื้อแมสก์ตุนไว้ช่วงที่ฝุ่นมันเยอะๆ แต่คือเราก็ไม่ได้ตุนทีละแบบร้อยชิ้นพันชิ้นไง เราก็ซื้อไว้แบบสิบกว่าอัน ตอนนั้นก็ว่าแพงแล้วนะ แต่ตอนนี้พอเป็น COVID ราคาแมสก์มันโดดเกินไปมากๆ ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าจะค้าเอากำไรมันก็ได้ แต่มันเป็นช่วงที่ทุกคนกำลังลำบากไง มันไม่น่าจะที่เก็งกำไรกันขนาดนั้น แล้วล่าสุด -ึงรียูสอ่ะ แมสรียูส ถามว่าไอคนขายกล้าใช้ไหม คือสถานการณ์มันแย่ขนาดนี้แล้ว แต่คุณยังมาซ้ำเติมกันด้วยการเก็งกำไร เอาผลประโยชน์ จะเอาเงินอย่างเดียวมันไม่ได้นะ จริยธรรมต่อเพื่อนร่วมโลกคุณก็ต้องมีด้วย”

“มาตรการการรับมือมันเป็นยังไงเหรอ อย่างบ้านเรานะ ต้อนรับนักท่องเที่ยว คืออะไร ไม่เข้าใจ เพื่ออะไร มีเชิดสิงโตด้วย ไม่เข้าใจเลย บอกว่าเที่ยวได้นู่นนี่ได้ แต่นี่มันไม่ใช่เวลาที่จะมาท่องเที่ยวรึเปล่า รู้ว่าเงินจีนเยอะ แต่ถ้าวันนี้เราป่วยกันทั้งประเทศ เงินตรงนั้นไม่รักษาชีวิตคนไม่ได้นะ”

“คือเรารู้สึกว่าเราเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงอะไรมากมาย ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าคนนั้นควรได้หน้ากาก คนนี้ไม่ควรได้ แต่พอเราเห็นข่าวว่าแพทย์ไม่มีแมสก์นี่มันแบบ โห สมมติหมอคนนึงดูแลคนไข้สิบคน ถ้าวันนี้หมอป่วยหนึ่งคน เท่ากับว่าบุคลากรเก่งๆ ท่ีจะช่วยรักษาไวรัสนี้หายไปเลยนะ หมอคือคนที่เสียสละมาก แต่คุณยังไม่มีแมสก์ให้หมออีก แล้วคุณจะทำยังไงถ้าวันนึงไม่มีหมอเลยอ่ะ เราโกรธมากนะ เรารู้สึกว่าเขาควรดูแลควบคุมอะไรหลายๆ อย่างได้ดีกว่านี้ อย่างน้อยๆ ต้องมีแมสก์สักคอนเทนเนอร์หนึ่งไหม แจกจ่ายให้หมอหรือโรงพยาบาลต่างๆ ไปก่อน พี่ว่าพี่เป็นประชาชนคนหนึ่ง พี่เข้าใจถ้าวันนี้เราไม่มีแมสก์ใช้ แต่หมอต้องมี ถ้าหมอเขา protect ตัวเองได้มันยังสามารถทำให้คนอื่นๆ มีชีวิตต่อได้”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์

“หน้ากากซื้อมาจากประตูน้ำ ราคาประมาณ 20 บาทเป็นแบบซักได้ ใช้ได้เรื่อยๆ แต่ไม่มีคนมาแจกหน้ากากนะ ต้องซื้อเอง แต่เจลล้างมือนี่มีข้างบนสถานี”

“ผมทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม แต่ละวันก็จะเจอคนเยอะมาก ตอนทำงานก็ต้องคอยระมัดระวังตลอดเวลา เพราะงานเราเจอคนเยอะ คิดว่ามันก็เสี่ยงกึ่งหนึ่ง “

“จริงๆ ก็อยากได้ความช่วยเหลือหลายอย่าง อยากได้หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ น้ำยาทำความสะอาด อย่างข่าวสารก็ไม่ได้รับเท่าไหร่ เพราะเราก็ไม่ได้ดูทีวี ไม่มีเวลาด้วย เลิกงาน เรากลับบ้าน กินข้าว แล้วก็นอนเลย ถ้ามีประกาศเป็นทางการให้รู้ง่ายๆ ก็จะดีกว่านี้”

กลุ่มข้าราชการ

“เราเดินทางด้วยรถส่วนตัว รถมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้ใช้ขนส่งสาธารณะ ก็อาศัยใส่แมสก์ป้องกันตัวเองเอา จะมีบ้างบางครั้งที่ไม่ใส่แมสก์เพราะว่าลืม แล้วที่ทำงานก็ไม่ค่อยเจอคนเยอะ เป็นออฟฟิศที่ไม่ได้ติดต่อกับคนข้างนอกค่ะ ก็เลยไม่ค่อยกังวล”

“แต่เอาจริงๆ แมสก์มันก็หายากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็แพงมากด้วย แต่ยังดีที่เรายังพอมีกันอยู่ คือพวกเราซื้อไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ตอนที่มีฝุ่นเยอะๆ ก็เลยไม่ค่อยซีเรียสเรื่องหาแมสก์ไม่ได้เท่าไหร่ บางทีเพื่อนซื้อไว้เยอะๆ ก็แบ่งกันใช้”

“คนแจกแมสก์เหรอ ก็มีบ้างนะ เมื่อวานที่พารากอนก็มี ของที่ทำงานก็มี มีแจกกันในหน่วยงาน ให้คนละหนึ่งชิ้น แต่ก็มาแค่ล็อตเดียวแล้วก็จากไป ไม่ได้มาบ่อยๆ แล้วก็มีพวกเจล พวกแอลกอฮอล์ ตั้งไว้ในออฟฟิศให้พนักงานได้ใช้ แต่ยังไม่มีมาตรการ work from home”

“พูดยากเนอะ ก็ต้องดูแลตัวเอง มันไม่มีใครช่วยได้ ต้องช่วยตัวเองกันไปก่อน อาศัยล้างมือ ใส่แมสก์ เช็ดแอลกอฮอล์ ถ้าใครที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก็ควรจะรับผิดชอบตัวเอง กักตัวเองอยู่ที่บ้าน ต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม ถ้าต่างคนต่างไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวมมันก็คงป้องกันอะไรไม่ได้ แต่ว่าถ้าโรงพยาบาลเปิดให้ตรวจโรคฟรีคงจะดีนะ ถ้าเสีย 3,000 แบบนี้คงไม่มีใครไปตรวจหรอก”

“ไม่รู้ว่าเป็นแค่ตัวเราเองหรือเปล่าที่ได้รับสารน้อย พวกข่าวสารหรือมาตรการของภาครัฐ เราไม่รู้ว่าเขาดำเนินการอะไร แต่รู้สึกว่าไม่ได้รับรู้ว่าเขามีมาตรการป้องกันอะไรอย่างไร ส่วนมากก็เลยต้องป้องกันตัวเองอย่างเดียวเลย อย่างตัวเลขคนป่วยตอนนี้เราก็คิดว่าจริงๆ มันน่าจะเยอะกว่านี้ ตัวเราเองก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองเป็นอยู่รึเปล่า ระยะที่มันยังไม่ออกอาการหรืออะไรแบบนั้น”

กลุ่มนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ต้องระมัดระวังมากขึ้น นั่งคิดตลอดว่าล้างมือรึยัง สะอาดพอไหม รู้สึกว่าใช้ชีวิตลำบากขึ้นนะ ไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้ อย่างเรื่องเรียนก็ได้รับผลกระทบ อาจจะต้องเรียนออนไลน์แทนไหม ยกเลิกคลาสที่เป็นคลาสรวมคนเยอะๆ อย่างตอนนี้คือโควิดระบาดแต่เราก็ยังต้องมาสอบอยู่เลยอ่ะ หรือตารางชีวิตที่เราแพลนไว้แล้วมันก็ต้องเปลี่ยนไปหมดเลย ทุกอย่างมันยุ่งยากขึ้น”

“ตัวเราเองรับมือด้วยการไปไหนมาไหนนอกบ้านน้อยลง ต้องพกเจลล้างมือ ต้องใส่แมสก์ตลอดเวลา คือที่บ้านตุนไว้ตั้งแต่ช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 มันก็เลยยังมีใช้อยู่ แต่ก็เริ่มจะหมดแล้วนะ แล้วตอนนี้หายากมาก คนก็ขายโก่งราคากันเยอะด้วย”

“ในมหาวิทยาลัยก็เห็นตามร้านกาแฟแจกแมสก์ ที่คณะมีแจกหน้ากากอนามัยแจกบ้าง แบบอันที่มันดีๆ หน่อย มีให้นิสิตมาเซ็นชื่อรับไป แต่ก็ไม่ได้มีให้เยอะขนาดนั้น”

“เราได้ยินข้อมูลมา ไม่รู้ว่าถูกต้องรึเปล่า แต่อย่างในเกาหลีใต้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อเขาพุ่งสูงมาก เพราะรัฐบาลเขาสามารถค้นหาผู้ติดเชื้อได้ แบบลงพื้นที่ไปตรวจดูจริงๆ ว่าใครได้รับเชื้อมาบ้าง แต่ของไทยคือต้องรอประชาชนไปรายงานกับเขาก่อนว่าเดินทางไปประเทศเสี่ยงมา หรือว่าใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงเขาถึงจะตรวจให้ ควรจะจริงจังกว่านี้ในการหาตัวผู้ติดเชื้อ อย่างตอนนี้เราไม่รู้ด้วยว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริงๆ คือเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้ตั้งใจหา อย่างเกาหลีใต้เขาหาเยอะ เขาเลยเจอเยอะ”

“ส่วนมาตรการของภาครัฐเราก็ไม่ได้เห็นว่ารัฐบาล take action อะไรชัดเจน ไม่ได้เห็นว่าเขาจริงจังกับเรื่องนี้ขนาดนั้น ไม่เห็นเขาทำอะไรเลย รับนักท่องเที่ยวก็ยังรับมา มาตรการกักตัวก็ไม่ได้จริงจัง เขาไม่ได้ใส่ใจชีวิตประชาชนเท่าไหร่”

“ข่าวสารที่ได้รับก็ไม่เพียงพอ คือส่วนมากจะเป็นการแชร์กันในโซเชียลมากกว่า ซึ่งข้อมูลก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จแค่ไหน มันไม่ได้มีข้อมูลจากที่เป็นทางการหรือจากหน่วยงานรัฐออกมา”

“ถ้ามีวัคซีนเร็วๆ ได้ก็จะดี จะได้มารักษาทุกคน หรืออย่างน้อยผลิตแมสก์มาเยอะๆ เพราะเมื่อก่อนแมสก์มันก็ไม่ได้หายากเลย มันควรจะเป็นเรื่องปกติที่เดินไปที่ร้านค้าก็ซื้อแมสก์ ได้ สร้างโรงงาน สร้างอะไรขึ้นมาไหม คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องยากขนาดนั้นในการผลิตแมสก์ให้เพียงพอต่อประชาชน”

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami