29/01/2026
Urban Resilience

ผังยุทธศาสตร์เมืองพร้อมรับปรับตัว

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ พรรณปพร บุญแปง
 


เพื่อรองรับความท้าทายทางสังคมและพร้อมรับปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การออกแบบวางแผนที่รอบรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การมองภาพอนาคต

การมองภาพอนาคต (foresight technique) เป็นวิธีการคาดการณ์อนาคตในระยะยาว ซึ่งยังเป็นกระบวนการใหม่ในศาสตร์การวางแผนพัฒนาและฟื้นฟูเมือง การมองอนาคต (foresight) คือกระบวนการคาดการณ์ในอนาคตอย่างเป็นระบบ การมองอนาคตไม่ใช่การพยากรณ์ (forecast) และไม่ใช่การทำนาย (prediction) ที่สันนิษฐานสถานการณ์ในอนาคตเพียงรูปแบบและทางเลือกเดียว แต่เป็นการคาดการณ์ (foresight) ที่บรรยายสภาพและสถานการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้หลายภาพ (plausible) (มิ่งสรรพ์และอภิวัฒน์, 2557) การมองอนาคตจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่เริ่มนิยมใช้ในการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต เพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ดังมีกรณีศึกษาขององค์กรระดับนานาชาติ ประเทศ บริษัทชั้นนำระดับโลก ที่เลือกบุกเบิกใช้วิธีการนี้เพื่อการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว

การมองภาพอนาคตเป็นเครื่องมือสำหรับการวางแผนที่มีความแตกต่างจากแนวคิดและวิธีการที่เป็นเครื่องช่วยตัดสินใจอื่นตรงที่เน้นการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยผลักดันหรือปัจจัยขับเคลื่อน (drivers) ปัจจัยหน่วง (barriers) และความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถควบคุมได้ (uncertainties) เพื่อสร้างภาพอนาคต (scenarios) ที่เปรียบเสมือนกรอบเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงในอนาคตระยะยาว มากกว่าการวางแผนเพียงเพื่อแก้ปัญหาและสนองตามนโยบายของรัฐบาล โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยศักยภาพที่มีความแน่นอนสูงเป็นหลัก 

ข้อสมมุติพื้นฐานของการมองอนาคตคือมนุษย์มีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับอดีต แต่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งกำหนดโดยการตัดสินใจในปัจจุบัน การคาดการณ์อนาคตซึ่งเป็นกระบวนการที่พยายามเข้าใจกับภาพอนาคตที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการสิ่งใดต่อไป จึงมิได้เป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับอดีตเท่านั้น แต่เป็นการทำความเข้าใจกับทางเลือกในอนาคตที่มีผลต่อการตัดสินใจในปัจจุบันด้วย ประวัติศาสตร์จากอนาคตจึงสำคัญเท่ากับประวัติศาสตร์จากอดีต ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายในการคาดการณ์จึงเป็นการตัดสินใจโดยความรู้และภูมิปัญญาที่มีอยู่ในปัจจุบันจากมุมมองทั้งจากอดีตและอนาคตร่วมกัน และเนื่องจากการคาดการณ์มีความแตกต่างจากการทำนายที่สันนิษฐานอนาคตเพียงรูปแบบเดียว ตรงที่คำนึงถึงทางเลือกของอนาคต ทั้งอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ (possible) อนาคตที่อาจเกิดขึ้น (plausible) อนาคตที่น่าจะเกิดขึ้น (probable) และอนาคตที่อยากให้เกิดขึ้น (preferable) การสร้างภาพอนาคต (scenario building) จึงครอบคลุมประเภทของอนาคตต่างๆเหล่านี้ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2556)

การคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์

ในกระบวนการออกแบบและวางแผนพัฒนาเมืองเพื่อรองรับความท้าทายทางสังคมและพร้อมรับปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงต้องอาศัยการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (strategic foresight) เพื่อสร้างภาพอนาคตที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หรือเรียกว่าเป็นเทคนิคของการมองภาพอนาคต ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยฉายภาพอนาคต ทำให้ได้เห็นสัญญาณ แนวโน้ม และปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมทุกมิติ อาทิ สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความจำเป็นสำหรับหน่วยงานรัฐ เอกชน ใช้วางแผนยุทธศาสตร์และนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนา หรือคิดสถานการณ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผังยุทธศาสตร์เมือง เพื่อรองรับความท้าทายทางสังคมและพร้อมรับปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การพัฒนาเมืองกับแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน

การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เมืองเดิมที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมหรือขาดการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพแต่มีศักยภาพการพัฒนาสูง ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมกับกับบริบทการพัฒนาทั้งทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีในอนาคต สามารถแบ่งตามวิธีการดาเนินการโครงการเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. การรื้อถอนแล้วสร้างขึ้นใหม่ (urban redevelopment)
    หมายถึง การฟื้นฟูเมืองในพื้นที่ที่สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมมีความเสื่อมโทรมเกินกว่าจะแก้ไขปรับปรุง จึงจาเป็นที่จะต้องรื้อถอนอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมเพื่อก่อสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบรับวัตถุประสงค์ของการฟื้นฟูพื้นที่นั้นๆ เป็นวิธีการฟื้นฟูเมืองที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพมากที่สุด ตัวอย่างของโครงการฟื้นฟูเมืองประเภทรื้อถอนแล้วสร้างใหม่ เช่น โครงการฟื้นฟูพื้นที่บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟคิงส์ครอส (King’s cross station) และโครงการฟื้นฟูพื้นที่บริเวณคานารีวราฟ (Canary Whaf) กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นต้น
  1. การแก้ไขปรับปรุงพื้นที่ (urban rehabilitation)
    หมายถึง การปรับเปลี่ยนการใช้สอยอาคารหรือพื้นที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทในปัจจุบันและอนาคต เป็นวิธีการฟื้นฟูเมืองที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพระดับปานกลาง เนื่องจากเป็นการเก็บระบบกายภาพเดิมบางส่วนที่มีศักยภาพหรือมีคุณค่าในมิติต่างๆ ไว้ ตัวอย่างของโครงการฟื้นฟูเมืองด้วยวิธีการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่ คือ โครงการพัฒนาพื้นที่ริมน้าเมืองโยโกะะมะ (Yokohama) ประเทศญี่ปุ่น และโครงการ Le Viaduct de Art กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น
  1. การอนุรักษ์เมือง (urban conservation)
    หมายถึง การเก็บรักษาและพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพของย่านเก่าอันมีคุณค่า ให้ดูดีมีระเบียบ และสอดรับกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ เป็นวิธีการฟื้นฟูเมืองที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพน้อยที่สุด ตัวอย่างของโครงการฟื้นฟูเมืองด้วยวิธีการอนุรักษ์ เช่น โครงการอนุรักษ์ย่านซะวะระ (Sawara) ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแกของเมืองชิบะ (Shiba) และโครงการอนุรักษ์ย่านอื่นๆในเมืองเกียวโต (Kyoto) ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน

(์Nature-based Solutions: NbS)

การดำเนินการเพื่อบริหารจัดการ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถจัดการกับความท้าทายทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์ ควบคู่กับการคงไว้ซึ่งประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ

หากจะย่อยนิยามนี้ออกมา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของ 3 สิ่งที่เกี่ยวข้องกัน นั่นคือ NbS เป็นเรื่องของการดำเนินการ/มาตรการ 5 แนวทาง ที่สอดรับหรือสามารถจัดการกับ ความท้าทายทางสังคม 7 ด้าน เพื่อยังผลประโยชน์หรือผลลัพธ์ 2 ประการ

5 แนวทาง

ประกอบด้วย แนวทางการอนุรักษ์ แนวทางการฟื้นฟู แนวการจัดการ แนวทางเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน และแนวทางการดำเนินการในประเด็นเฉพาะ

7 ความท้าทายสังคม

ความท้าทายทางสังคม  (Societal challenges) เป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้โลกเปลี่ยนไป ทั้งสภาพแวดล้อม พลังงาน สุขภาพ ความมั่นคง และความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคม  ดังนั้น การวางแผนและออกแบบมาตรการ NbS จำเป็นต้องตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ของมนุษย์ ควบคู่กับการคงไว้ซึ่งประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ 

โดยมาตราการต่าง ๆ ที่ว่ามาข้างต้นนั้นต้องตอบกับควมท้าทายของเมือง หรือสภาพปัญหาของเมืองและคุณภาพชีวิตของผู้คนและสิ่งมีชีวิตในเมือง ได้แก่

  1. การบรรเทาและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
  4. สุขภาพของมนุษย์
  5. ความมั่นคงทางอาหาร
  6. ความมั่นคงด้านน้ำ
  7. ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

2 ผลลัพธ์

ท้ายที่สุดต้องเกิดผลลัพะ์ 2 ประการ สำคัญ นั่นคือ ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์
(สัตว์) ดีขึ้น และยังคงประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้

การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานในเขตเมือง

แนวทางของการพัฒนาและฟื้นฟูเมืองก้เช่นเดียวกับ แนวทางของการปรุะยุกต์ใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน นั่นคือ

การป้องกัน (Protection) มุ่งเน้นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในเมือง เช่น พื้นที่สีเขียว ต้นไม้ สวนสาธารณะ ฯลฯ โดยการจัดการต้นทุนทางธรรมชาติ เพื่อรักษาประโยชน์ทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

การปรับปรุง (Enhancement) มุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติที่เสื่อมโทรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ

การสร้าง (Creation)  การสร้างสภาพแวดล้อมธรรมชาติใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีอยู่ก่อนในพื้นที่เมือง เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางสิ่งแวดล้อม

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Urban Resilience Building and Nature : URBAN) ภายใต้แผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) กระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ ความปลอดภัยทางปรมาณูและคุ้มครองผู้บริโภค (BMUV) สำนักงานต่างประเทศของรัฐบาลกลาง (AA) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี


Contributor