อนาคตของงานบริการกับชีวิตคนเมือง 4.0

เรื่อง : ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ / เรียบเรียง : ธัญชนก โตวารี

“ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ”

เป็นคำพูดที่เรามักได้ยินมาตั้งแต่เด็ก อาจจะเป็นครอบครัวของเรา เพื่อนบ้าน เพื่อนสมัยเรียน หรือเพื่อนที่ทำงาน ก็คงต้องมีใครสักคนหนึ่งที่เป็นคนที่ “ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ” ก็เพราะว่าเมืองกรุงเทพฯ นั้นเป็นพื้นที่ที่มีงาน พื้นที่เมืองนั้นมีคนทำงานอยู่ตามจุดต่างๆ และคนก็ใช้พื้นที่เมืองในการทำงานอยู่ตลอดเวลา

เราจะเห็นได้ว่ามีคนหลากหลายอาชีพ ซ้อนอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ของเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนขับแท็กซี่ หรือคนขับวินมอเตอร์ไซค์ ที่ใช้ถนนเป็นพื้นที่สำหรับการทำงาน พ่อค้าแม่ขาย ที่ขายของอยู่ตามข้างทาง หรือพนักงานบริษัท นักกฎหมาย นักบัญชี นักออกแบบ ที่อาจจะนั่งทำงานอยู่ตามตึก หรือร้านคาเฟ่สวยๆ สักแห่ง

งานต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น หรืองานอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมือง ส่วนใหญ่มักจะเป็น งานบริการ

ซึ่งงานบริการนั้นสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ งานบริการขั้นพื้นฐาน (Basic Services) เป็นงานบริการที่เกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น คนขับรถ แม่บ้าน หรือคนสวน และงานบริการขั้นส่งเสริม (Advanced Services) เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน หรือใช้ทักษะหรือเครื่องมือพิเศษในการทำงาน อย่างเช่น หมอ นักออกแบบกราฟฟิก โปรแกรมเมอร์ ต่างก็ให้บริการหรือผลิตงานที่จับต้องไม่ได้แก่ผู้ว่าจ้าง งานบริการทั้งสองกลุ่มนี้รวมกันแล้วมีจำนวนมากเกือบ 50% ของแรงงานทั้งหมดในกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว

https://lh5.googleusercontent.com/wo58B9qmWa5rbSxUAWDHPbXXCnIuMRfJNRDiwbJXbkR3HDKQFvyXCW5YAcHXTa7KTKjLHd7us6aLe35QBL1bqTMly2EKb-qFtSlvjiA3i0SjWlRRhnjbXAQEDTLgGtP9RHoW5uWM

ความแตกต่างระหว่างงานบริการขั้นพื้นฐานและงานบริการขั้นส่งเสริม จะแตกต่างกันอยู่ตรงที่อัตราค่าจ้าง รอบเวลาที่ใช้ในการทำงาน (รอบงาน) การเรียนรู้งาน และสถานที่ทำงาน มีรายละเอียดดังนี้ 

https://lh5.googleusercontent.com/ckQhIjI6zLG3E1u3rVoayb7hIno5Q1xA_QE0ddy3OZd__9Hrn3s-9kZV4QIQs2bB0p7BbhO4EPCHtz3acqkUzh21-2ifzFIv25U7e3VsGRG4mipipuvrYCU_3QLLnlspA2RyxhhR

อนาคตของงานบริการกำลังจะเปลี่ยนไป

สิ่งสำคัญที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ การเดินหน้าของเวลา ช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลให้เมืองค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วย คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเปลี่ยนไป วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป ดังนั้นรูปแบบของการทำงานในอนาคตก็คงจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน โดยในการเสวนาคนเมือง 4.0 นี้ อ.ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ ได้นำแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมจำนวน 9 เทรนด์มานำเสนอและวิเคราะห์ภาพอนาคตของการทำงานในเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีแนวโน้มที่น่าสนใจดังนี้

1. คนทำงานอิสระมากขึ้น

ในปัจจุบันกรุงเทพมีคนทำงานอิสระมากกว่า 2 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 3 – 6 แสนคนต่อปี และหากเราลองสำรวจคนรอบข้าง เราก็มักจะเจอกับคนทำงานอิสระสักคนหรือสองคน หรือเราเองก็อาจจะเคยทำงานอิสระเช่นกัน ซึ่งคนทำงานอิสระแต่ละคนอาจมีเหตุผลในการเข้ามาเป็นแรงงานอิสระแตกต่างกัน แบ่งได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้

– Business Builders กลุ่มคนที่เข้ามาทำงานอิสระเพื่อหาประสบการณ์ก่อนที่จะเปิดธุรกิจของตนเอง หรือเปิดธุรกิจใหม่
– Career Freelancers กลุ่มคนที่ทำงานอิสระเพื่อเป็นอาชีพหลักของชีวิต
– Side Giggers กลุ่มคนที่ทำงานอิสระเป็นอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เพิ่ม
– Passionistas กลุ่มคนที่ใช้งานอิสระในการหาโอกาสทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก
– Substituters เป็นการทำงานอิสระแทนการจ้างงานเต็มเวลาในรูปแบบเดิม

2. สังคมสูงวัยและครอบครัวเล็ก

สังคมที่มีผู้สูงวัยมากขึ้นและอัตราการแต่งงานลดลง นั่นอาจหมายความว่า ในบ้านหนึ่งหลังจะมีลูกที่ต้องดูแลพ่อและแม่เพียงลำพัง หรือในทางกลับกันด้วยครอบครัวที่เล็กลงครอบครัวที่มีลูกก็ต้องดูแลลูกด้วยตนเองไม่สามารถให้ปู่ย่าตายายช่วยกันดูแลได้อย่างสมัยก่อน รายได้ที่คนวัยแรงงานหามาได้จึงมักไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลคนในครอบครัว กลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่ผลักดันให้คนหลายคนต้องการหารายได้เพิ่ม

3. บริษัทหดตัวให้แข่งขันได้ดี

การแข่งขันที่สูงขึ้นจากเสรีทางการค้าและการเกิดขึ้นของบริษัทใหม่ๆ ทำให้แต่ละบริษัทจำเป็นจะต้องควบคุมค่าใช้จ่ายไปพร้อมๆ กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยวิธีหนึ่งที่จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ คือการจ้าง Outsource มาทำงานแทนการจ้างพนักงานประจำมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทในระยะยาว

4. ธุรกิจแพลตฟอร์มมีมากขึ้น เมื่องานอิสระและเศรษฐกิจกิ๊กเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น ธุรกิจแพลตฟอร์มจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสร้างโอกาสการว่าจ้างให้กับทั้งงานบริการขั้นพื้นฐานและขั้นส่งเสริม ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการได้มาเจอกัน เช่น บริการรถรับส่ง ผ่านแอพพลิเคชั่น Grab หรือ Line man บริการจ้างแม่บ้านผ่านเว็บ Seekster หรือ Promaid ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ 

5. ความต้องการพื้นที่ทำงาน

ทุกวันนี้หลายคนมีการทำงานที่หลากหลายไม่ได้ทำงานแค่หนึ่งอย่างในหนึ่งวันอีกต่อไป ทำให้คนเมืองต้องการพื้นที่ทำงานในเมืองที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในบริษัทเหมือนเดิม หลายคนมักใช้การพึ่งพิงร้านกาแฟที่มีการปรับตัวเองให้สามารถเป็นสถานที่สำหรับนั่งทำงานได้มากกว่าการขายอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ก็เริ่มมี Co-working space เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2019 คาดว่ามีการ ‘เพิ่มขึ้น’ ของ Co-working space ถึง 40% เลยทีเดียว

6. ภาวะโลกร้อน น้ำทะเลหนุน และน้ำท่วมบ่อยขึ้น

เมื่อดูแผนที่แสดงความหนาแน่นทางกายภาพของเมืองกรุงเทพฯ ควบคู่กับแผนที่พื้นที่น้ำท่วมกระจายของ New York Times จะเห็นได้ว่าแหล่งงานมีการกระจุกตัวอยู่ในเมืองซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับพื้นที่ที่มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วม แสดงว่าแหล่งงานและที่อยู่อาศัยของทำงานมากมายจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและการปรับปรุงบ้านหลังน้ำท่วมของแรงงานในเมืองจะกลายเป็นรายจ่ายที่คนทำงานจะต้องแบกรับและเผื่อไว้โดยการหารายได้ให้ตนเองมากขึ้น

https://lh6.googleusercontent.com/XPmJtIOfwjzSqXM40WQlMxdfWInsbOdKumcHEIK80mQY_RHTRvacGdR9uk7uYD_nyoPMjXdjKr3gYC71ZEAUIg7iyVMOmxhs-bOQqt1YX8HN6ntnI5VI09gKrJceSzWAdqc_wf4L

7. การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ 4th Industrial Revolution (4IR)

ในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนจากส่วนแบ่งสู่ไร้รอยต่อ คือ เส้นที่เคยแบ่งไว้ชัดเจนจะเริ่มจางลงเรื่อยๆ คนกับสิ่งของเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก เวลาในชีวิตไม่ได้ถูกแบ่งเป็นเวลางานและพักผ่อนอย่างตัดขาดอีกต่อไป พื้นที่พักผ่อน เดินทาง และการทำงานก็กลายมาเป็นพื้นที่เดียวกันได้เช่นกัน กลายเป็นว่าคนเมืองทุกวันนี้สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ อาจจะทำงานที่ร้านกาแฟพร้อม ๆ ไปกับการพักผ่อน หรือทำงานบนบีทีเอสระหว่างเดินทาง มากไปกว่านั้น เรายังสามารถทำงาน “ในเมือง”โดยที่ตนเองอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลก

8. หุ่นยนต์อัตโนมัติ

ในปัจจุบันความสามารถในการทำงานของหุ่นยนต์เริ่มใกล้เข้าระดับที่สมองที่เราใช้งานมากขึ้นทุกที แต่ก็ยังคงมีคำถามว่าหุ่นยนต์อัตโนมัติจะมาแทนที่คนได้จริงหรือไม่? บริษัทหรืองานจะยังต้องการทักษะความสามารถบางอย่างของมนุษย์ในการทำงานมากน้อยขนาดไหน

9. การเข้าระบบหรือรัฐสวัสดิการ

สิ่งนี้เป็นปัจจัยเหวี่ยงเนื่องจากรัฐยังไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางไหนในอนาคต

ภาพอนาคตของงานบริการ

จากแนวโน้มและปัจจัยผลักดันทั้ง 9 ประเด็นที่กล่าวมานั้น มีอยู่ 2 ประเด็นที่มีความไม่แน่นอนสูงแต่จะส่งผลกระทบต่อสังคมและแรงงานสูงเช่นกัน คือ การใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติ  และ นโยบายรัฐสวัสดิการ จึงจัดให้กลายเป็นแกนของความเป็นไปได้ 2 แกน ได้แก่

แกนที่ 1 “การพึ่งตนเอง” คือ การที่ทุกคนต้องพึ่งรายได้ของตนเองต่อความเสี่ยงในชีวิตด้านต่าง ๆ – “รัฐสวัสดิการ” คือ รัฐเข้ามาช่วยเหลือและรับความเสี่ยงแทนเราในบางกรณี เช่น ด้านสุขภาพ ด้านที่อยู่อาศัย ฯลฯ

และแกนที่ 2 “มนุษย์ขับเคลื่อนเมือง” คือ การที่คนจ้างยังให้คุณค่ากับปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ในงานบริการอยู่มากทำให้หุ่นยนต์เข้ามาทดแทนได้ยาก – “หุ่นยนต์ครองเมือง” คือ การที่คนให้คุณค่ากับความแม่นยำและประสิทธิภาพของงานมากจนไม่เห็นคุณค่าของคนในงานอีกต่อไป ทำให้เกิดภาพอนาคตหรือฉากทัศน์ 4 ภาพ คือ หมาป่าโดดเดี่ยว, หมาข้างถนน, หมาในบ้าน และฝูงหมาป่า

https://lh6.googleusercontent.com/-ugFU1rz20VrTRfz3pCcp44snl1vdQOYk5PDgWT_wYuMF4jrgcXvsA96R6MKRUyTUNJs2TMGfGWTIGyymAfgp3fQIjZDevX7TwamAttIhUrfTuKzy9H0RMtypIcV9zJ6QUnLU-Oa

“หมาป่าโดดเดี่ยว” (พึ่งตนเอง และมนุษย์ขับเคลื่อนเมือง)

จินตนาการถึงภาพคนที่ต้องทำงานเพื่อดูแลตัวเอง ในกลุ่มผู้ให้บริการขั้นพื้นฐาน เงินเก็บจะน้อยเพราะรายได้ไม่มาก แต่ต้องช่วยเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนผู้ให้บริการขั้นส่งเสริม อาจจะมีเงินเก็บมากขึ้นมาบ้าง กลางวันทำงานบริษัท เลิกงานอาจต้องทำงานเสริม ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ เนื่องจากทำงานมากจนเกินไป ธุรกิจแพลตฟอร์มจะไม่มีจูงใจให้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน เพราะไม่ได้ถูกกำหนดเป็นกฎหมาย ไม่มีการตั้งสหภาพแรงงาน เพราะไม่มีคนรู้จักกัน ส่วนพื้นที่เมือง คนเริ่มเดินทางและรถติดตลอดวัน แหล่งงานเริ่มกระจายไปตามรอบนอกเมือง เพราะคนเริ่มเดินทางไม่ไหว ทำให้เกิดศูนย์กลางธุรกิจใหม่ๆ และมีพื้นที่ทำงานสาธารณะกระจายตามย่านและชุมชนต่างๆ

“หมาข้างถนน” (พึ่งตนเอง และหุ่นยนต์ครองเมือง)

จินตนาการถึงภาพที่อยู่อาศัยที่มีหุ่นยนต์คอยดูแลทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อย นั่นหมายความว่าผู้ให้บริการขั้นพื้นฐานจะมีชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่งานจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ ในกรณีนี้ ถ้าหากตกงานก็จะหางานใหม่ไม่ได้ ความยากแค้นอาจส่งผลให้เกิดจลาจลกลางเมืองได้ในที่สุด

ส่วนผู้ให้บริการขั้นส่งเสริม อาจมีความสัมพันธ์ข้ามกลุ่มสังคมน้อยมาก เพราะมีปฏิสัมพันธ์เพียงแค่กับหุ่นยนต์แทนมนุษย์ แต่งานขั้นส่งเสริมบางกลุ่มก็อาจจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ได้เหมือนกัน ทำให้กลุ่มคนทำงานบริการขั้นพื้นฐานต้องหาเรียนเพิ่มอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้โดนไล่ออก ธุรกิจแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนเป็นโมเดลจากการเป็นพื้นที่กลางในการว่าจ้าง เป็นบริษัทสั่งการแรงงานหุ่นยนต์ให้ไปทำงานตามที่ต่างๆ โดยให้ความสัมพันธ์กับแรงงานน้อยที่สุด พื้นที่เมืองจะมีความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ทั้งในเชิงรายได้ สังคม และความคิด หลายคนอาจเลือกทำงานในบ้านหรือพื้นที่ดีๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเห็นภาพความเหลื่อมล้ำดังกล่าว

“หมาในบ้าน” (รัฐสวัสดิการ และหุ่นยนต์ครองเมือง)

จินตนาการถึงภาพที่หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ ในขณะที่รัฐก็คอยคุ้มครองความเสี่ยงต่างๆ กลุ่มแรงงานขั้นพื้นฐานหากตกงานก็จะยังสามารถหางานทำใหม่ได้ เนื่องจากได้รับการพัฒนาทักษะอื่นรอไว้แล้วจากสวัสดิการรัฐ ส่วนคนที่หางานไม่ได้ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ได้ เพราะมีรัฐคอยให้การช่วยเหลือดูแลด้วยบริการต่างๆ จนอาจทำให้คนกลุ่มนี้ตัดสินใจไม่ทำงานเลย

ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการขั้นส่งเสริมจะมีสมดุลในการใช้ชีวิตและการทำงาน เพราะว่าหุ่นยนต์มาช่วยทำงานอื่นๆ และอาจจะตัดสินใจไม่ทำงานเลยเช่นกัน เนื่องจากมีรัฐคอยดูแล ทำให้คนที่จ่ายภาษีสูงเริ่มไม่พอใจสังคมที่สร้างให้คนขี้เกียจมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ธุรกิจแพลตฟอร์มอาจมีการจ้างแรงงานขั้นพื้นฐานที่มีประสบการณ์การให้บริการและมีทักษะเพียงพอในการปรับปรุงหุ่นยนต์ และเป็นตัวกลางในการให้ข้อมูลแรงงานต่อรัฐ และให้สวัสดิการแก่พนักงาน ส่วนพื้นที่เมือง คนใช้ชีวิตในเมืองจะราบรื่น เป็นเมืองอัจฉริยะ คนจะคุ้นเคยกับการปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์มากกว่ากับคนกันเอง

“ฝูงหมาป่า” (รัฐสวัสดิการ และมนุษย์ขับเคลื่อนเมือง)

จินตนาการถึงภาพเมืองที่บริการโดยคนยังสำคัญอยู่ นอกจากนี้รัฐยังคอยดูแลและคุ้มครองความเสี่ยงต่างๆ ผู้ให้บริการขั้นพื้นฐานมีแหล่งงานรองรับกรณีตกงาน และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการดูแลบ้านและคนในครอบครัว ทุกคนเริ่มจ่ายภาษี เพื่อเป็นรายได้เข้างบประมาณรัฐสวัสดิการ

ผู้ให้บริการขั้นส่งเสริมจะทำงานแบบไม่เครียด เพราะมีสวัสดิการจากรัฐ และมีความรู้สึกเท่าเทียมกันระหว่างผู้ให้บริการขั้นพื้นฐานและขั้นส่งเสริม ธุรกิจแพลตฟอร์มเป็นผู้ว่าจ้างรายใหญ่ เป็นภาคีสำคัญที่ภาครัฐใช้ในการเก็บภาษี และให้สวัสดิการต่างๆ พื้นที่เมืองจะมีคนเดินทางตลอดวัน คนเดินเท้ามากขึ้นและใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะรัฐมองว่าการเดินทางเป็นสวัสดิการ ทำให้ขนส่งมวลชนคึกคักกว่าเดิม พื้นที่สาธารณะเมืองกระจายตามย่านและชุมชน

ภาพอนาคตของการทำงานที่อยากให้เกิดขึ้น

จากภาพอนาคตทั้ง 4 ภาพ จะเห็นได้ว่า “ภาพหมาป่าโดดเดี่ยว” เป็นภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หากเรายังคงปล่อยให้สถานการณ์หรือโครงสร้างเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ส่วนภาพหมาในบ้าน และภาพหมาข้างถนน เป็นสองภาพที่มีความเป็นไปได้ แต่ก็อาจจะเป็นภาพที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์มากนัก

ส่วนภาพที่น่าจะอยากให้เกิดขึ้นคือ ภาพฝูงหมาป่า เพราะเมืองจะโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนมีปฎิสัมพันธ์กันตามท้องถนน เมืองเริ่มมีข้อมูลต่าง ๆ มาเอื้อให้เราทราบมากขึ้น และพื้นที่ทำงานอาจจะไม่ใช่ออฟฟิศอย่างเดียว แต่เป็น co-working space ที่มาแชร์เศรษฐกิจและความรู้ งานบางประเภทอาจจะยังอยู่ งานบางประเภทอาจหายไป แต่ก็จะมีงานใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาทดแทน อย่างเช่น  นักกฎหมายดิจิตอล นักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ ซอฟต์แวร์ดีเวลอปเปอร์ นักตกแต่งต้นไม้แนวตั้ง คนเก็บบรรจุภัณฑ์ ร้านนวดไทย หรือ อาหารข้างถนน

ในอนาคตหากจะให้ฉากทัศน์ ฝูงหมาป่า เกิดขึ้นจริงในเมือง ก็คงจะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาสังคม ชุมชน และเราทุกคน เพื่อให้เกิดสังคมที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการให้สวัสดิการแก่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังคอยสนับสนุนให้เกิดโอกาสการเรียนรู้ พัฒนาทักษะของตนเองให้พร้อมที่จะเป็นหมาป่าเพื่อรอการเข้าฝูง ร่วมกันผลักดันให้เกิดการรัฐสวัสดิการที่ดี และเอื้อประโยชน์ให้ทุกคนได้อย่างเหมาะสม

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami