อนาคตของเมืองจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เดินได้เดินดี มีพื้นที่สีเขียว

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติปีนี้คืออะไร… ใครหนอจำได้บ้าง?  

คงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก หากหลายคนจะตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อโตขึ้น คำขวัญวันเด็กก็กลายเป็นเรื่องไกลตัวไปโดยปริยาย หรืออย่างมากก็ถูกพูดถึงหรือวิจารณ์กันขำๆ ชั่วครั้งชั่วคราว ก่อนจะหลงลืมกันไป เชื่อว่าคงไม่มีใครยึดถือคำขวัญเป็นแนวทางดำเนินชีวิต หรือนำไปท่องจำล่ารางวัลจากผู้ใหญ่เหมือนตอนพวกเราเป็นเด็กอีกแล้ว 

แต่ถ้าให้คุณจงเติมคำต่อไปนี้

“เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ ……………………”

เชื่อว่าหลายท่านสามารถตอบตามในใจได้ทันทีว่า “เด็กฉลาดชาติเจริญ”

ผ่านมาแล้วเกือบ 50 ปี “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” คำขวัญวันเด็กแห่งชาติปี 2516 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ยังติดหูอยู่ จอมพลถนอมเป็นนายกฯ ผู้สร้างสถิติฝากคำขวัญให้เด็กไทยมากที่สุดถึง 9 ปีซ้อน (พ.ศ. 2508 – 2516) แต่ถ้าให้เลือกคำขวัญวันเด็กจากจอมพลถนอมที่ผู้เขียนประทับใจสูงสุด จนเป็นจุดเริ่มต้นของงานเขียนชิ้นนี้ จะขอ ตอ ออ บอ ตอบ ขีดเส้นใต้ว่า…

“อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย” (พ.ศ. 2510) 

เมื่อได้ทบทวนคำขวัญวันเด็กแห่งชาติย้อนหลังในเว็บไซต์วิกิพีเดีย พบว่า คำขวัญข้างต้นคล้ายจะเป็นคำขวัญเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ที่กล่าวถึงสุขภาพของเด็กและเยาวชนอย่างตรงไปตรงมา ต่างกับคำขวัญโดยมากที่มักคาดหวังให้อนาคตของชาติเป็นผู้มีวินัย มีคุณธรรม ประหยัดมัธยัสถ์ รักชาติ ตั้งใจเรียน และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย (บางช่วงเวลา) 

ถามว่า ร่างกายที่แข็งแรงของประชากรทุกวัยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มาจากองค์ประกอบที่ซับซ้อนดังที่ทราบกันดี ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ที่ส่งต่อจากครอบครัว ภูมิคุ้มกันร่างกาย การดูแลด้านโภชนาการ วินัยในการออกกำลังกาย สภาพแวดล้อม ฯลฯ กล่าวคือ ความแข็งแรงของร่างกายมาทั้งจากปัจจัยที่ควบคุมเองได้และควบคุมเองไม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมืองมีส่วนอย่างยิ่งในการหล่อหลอมสุขภาพที่ดีของประชากรอย่างแน่นอน จะดีแค่ไหนหากเราอยู่ในเมืองที่ดี มีโครงสร้างส่งเสริมสุขภาวะทางกายและใจที่กระตุ้นให้ประชากรได้สะสม “ต้นทุนชีวิต” ตั้งแต่วัยเด็ก 

ทำไมต้องออกแบบเมืองให้เป็นมิตรกับเด็ก

นิยามจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า เด็ก หมายถึง คนอายุ 0 ถึง 18 ปี ปัจจุบันมีเด็กอาศัยในเขตเมืองกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก และจากสถานการณ์การกลายเป็นเมือง ซึ่งคนจะอาศัยในเมืองเกินกว่า 70% ในปี 2050 พบว่า “ชนกลุ่มใหญ่” ของเมืองทั่วโลกคือ “เด็ก” นั่นเอง การบอกว่าเด็กคือ “อนาคตของเมือง” และอนาคตของโลกใบนี้ จึงไม่ผิดจากข้อเท็จจริง

ข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยระบบสถิติทางการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีประชากรวัย 0 – 18 ปี อาศัยจำนวน 1,028,097 คน ตามทะเบียนราษฎร์ และอีกจำนวนไม่น้อยในฐานะประชากรแฝง เด็กหลายล้านคนในกรุงเทพฯ เติบโตในครอบครัวที่มีโอกาสเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างส่งเสริมสุขภาวะที่แตกต่างกัน กระทั่งมีรูปแบบการอยู่อาศัยที่ไม่เหมือนกัน เช่น อาศัยในตึกแถวกลางเมือง อาศัยในบ้านเดี่ยวชานเมือง อาศัยบนอาคารสูง ฯลฯ ทั้งหมดส่งผลต่อ “อนาคตสุกใส” ของเด็กๆ ในเมืองทั้งสิ้น

The Urbanis ลองค้นหาคำว่า “สนามเด็กเล่น กทม.” ในเว็บเสิร์ชเอ็นจิน พบว่า ข้อมูลที่แสดงผลส่วนใหญ่เป็นแหล่งรวมเครื่องเล่นที่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น (จำนวนไม่น้อยเลย) ขณะที่สนามเด็กเล่นจริงๆ มักจะอยู่ในรั้วโรงเรียนที่เปิดใช้งานเฉพาะวันทำการ หรือเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะขนาดกลางและขนาดใหญ่ ยากเหลือเกินที่เด็กจะชักชวนกลุ่มเพื่อนละแวกบ้าน เดินไปทำกิจกรรมนันทนาการหรือออกกำลังกายอย่างสนุกสนานตามวัย ด้วยระยะทางที่เดินหรือปั่นจักรยานถึง

ขณะที่ “เด็กคอนโด” หรือเด็กที่เติบโตในอาคารห้องชุดแนวดิ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในกรุงเทพฯ อ้างอิงจากงานวิจัยโครงการคนเมือง 4.0 : อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย หัวข้อ การอยู่อาศัยในเมือง โดย รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ หัวหน้าโครงการวิจัย และ อ.ภัณฑิรา จูละยานนท์ พบว่า

“การอยู่อาศัยในที่อยู่อาศัยแนวตั้งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและพัฒนาการ เด็กในอาคารสูงมักใช้เวลาในการเล่นคนเดียวในอาคารและมีโอกาสในการเล่นนอกอาคารน้อยกว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านประเภทอื่น เด็กเหล่านี้มักขาดโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติและโอกาสในการพบปะกับผู้คนที่หลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อทักษะและพัฒนาการของเด็ก เช่น สมรรถภาพทางกลไก (Motor Ability) ภูมิคุ้มกันทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงการเรียนรู้เชิงสังคม ชีวิตในเมืองหลวงที่ไม่มีเวลาของพ่อแม่กับการอยู่ในคอนโดที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยและสวนสาธารณะของเมืองที่เข้าถึงได้ยาก เป็นอีกปัจจัยที่ลดโอกาสในการเล่นนอกบ้านและการสัมผัสดินของเด็กเมืองที่โตในคอนโด

นอกจากนี้ แนวโน้มของห้องคอนโดที่มีขนาดเล็กยังส่งผลต่อคุณภาพด้านโภชนาการของเด็ก แนวคิดตั้งต้นในการออกแบบคอนโดคือผู้อยู่จะซื้ออาหารนอกบ้านกินเป็นหลัก อีกทั้งที่อยู่อาศัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมตลาดหรือแหล่งอาหารที่สามารถหาซื้อวัตถุดิบได้สะดวก

แม่ลูกอ่อนในคอนโดเมืองไทยจำนวนมากจึงไม่สามารถทำอาหารให้ลูกกินได้และต้องเลี้ยงลูกด้วยอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่คนอื่นทำ อาหารเหล่านี้ไม่อาจระบุได้ว่ามีสารอาหารที่เหมาะสมหรือจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาวหรือไม่ ในขณะที่พ่อแม่บางคนเลือกไปอยู่บ้านเดี่ยวชานเมืองเพื่อให้ลูกได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี โดยยอมแลกกับเวลาที่ต้องเสียไปกับการเดินทาง” 

ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชากรวัยเริ่มต้นชีวิตทั้งสิ้น และเป็นความท้าทายร่วมกันของเมืองทั่วโลก ทั้งเมืองพัฒนาแล้วและเมืองกำลังพัฒนา เช่น อัตราของเด็กที่มีภาวะไขมันสะสมในร่างกายสูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมากถึง 70 ล้านคนในปี 2025 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในกลุ่มเมืองกำลังพัฒนา ขณะที่อัตราของเด็กที่ประสบปัญหาทางสุขภาพจิตก็เพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดในการใช้ชีวิตเมืองและขาดโอกาสเล่นตามประสาเด็ก 

หากความหวังของ “ผู้ใหญ่ในวันนี้” คือคุณภาพ “ผู้ใหญ่ในวันหน้า” ผู้กำลังเติบโตท่ามกลางความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลากหลายด้าน การเตรียมความพร้อมเผชิญกับความท้าทายดังกล่าว อาจเริ่มจากการออกแบบเมืองและสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับเด็ก กระตุ้นให้เด็กจับมือพ่อแม่ออกมาวิ่งเล่นบนพื้นหญ้า ก่อปราสาททรายกับเพื่อนละแวกบ้าน ปั่นจักรยานท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ ผลที่ได้ไม่เพียงสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง หากยังกระตุ้นให้เกิดความรักความผูกพันกับเมือง เมื่อรักและผูกพันแล้วก็ย่อมรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองอย่างภูมิใจ และเมื่อเปี่ยมด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของ (sense of belonging) แน่นอนว่า ความท้าทายในอนาคตใดๆ ก็พร้อมจะก้าวข้าม 

เมืองที่เป็นมิตรกับเด็กหน้าตาประมาณไหน 

หากเปรียบเมืองกับเสื้อผ้า การออกแบบเมืองก็คงไม่ใช่การออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป ยิ่งการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรกับเด็ก ยิ่งต้องการการออกแบบพิเศษให้เข้าสรีระ ความชอบ และความต้องการของเด็กแต่ละคน (หรือความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น)

อย่างไรก็ตาม แม้บริบทแวดล้อมของแต่ละเมืองจะแตกต่างกัน แต่องค์ประกอบของเมืองเป็นมิตรกับเด็กมีพื้นฐานไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

อ้างอิงจากรายงาน Cities Alive : Designing for Urban Childhood โดย Arup ได้รวบรวมปัญหาและความท้าทายของการออกแบบเมืองเพื่อเด็กไว้ 5 ด้าน ดังนี้

1. การจราจรและมลภาวะ

เด็กจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน โดยเฉพาะเด็กที่เติบโตในเมืองของประเทศกำลังพัฒนา เสียชีวิตมากกว่าเด็กในเมืองพัฒนาแล้วถึง 4 เท่า ปัญหาจราจรและมลภาวะที่ส่งผลทั้งต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงเป็นความท้าทายที่เมืองทั่วโลกต้องเผชิญ หลายเมืองจึงมีมาตรการถนนปลอดภัยและให้ความสำคัญกับเขตทางข้าม ตลอดจนการสร้างย่านรอบบ้านที่มีคุณภาพ เอื้อให้เด็กสามารถเดินและปั่นจักรยานได้อย่างปลอดภัยรอบบ้าน ตลอดจนส่งเสริมให้เมืองลดการใช้ยานพาหนะที่ยิ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ

2. การอยู่อาศัยในแนวตั้งและเมืองขยาย

เมืองกระชับ บ้านใกล้งาน งานใกล้บ้าน และมีทางเดินเท้าเดินได้เดินดีเชื่อมต่อกับย่านอย่างไร้รอยต่อ เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะ เพราะประชากรสามารถเดินทางได้ยังจุดหมายได้ โดยไม่ต้องพึ่งรถยนต์ ตรงกันข้ามกับเมืองขยายในแนวราบที่ผู้คนจำเป็นต้องพึ่งรถยนต์เป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต แน่นอนส่งผลให้รถติดและอากาศเป็นพิษ ทว่าดังกล่าวไปข้างต้น เมืองกระชับที่เต็มไปด้วยอาคารในแนวดิ่ง ก็ส่งผลให้เกิดความโดดเดี่ยวได้เช่นกัน ทางออกจึงอยู่ที่สมดุลของการอยู่อาศัยในบ้านและกิจกรรมนอกบ้านที่มีชีวิตชีวาและมีคุณภาพ 

3. อาชญากรรมและความปลอดภัย

หลังเมืองเมอซีย์ไซด์ ประเทศอังกฤษ เดินหน้าโครงการ Play Space โดยกระจายสนามเด็กเล่นไปทั่วเมือง พบว่า อัตราการเก็บตัวอยู่กับบ้านของเด็กลดลงถึง 90 % ถือว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะการเอาชนะพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งก่อนหน้านี้มักมีความคิดในเชิงลบต่อการใช้ชีวิตนอกบ้านของบุตรหลาน ทั้งกังวลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และคนแปลกหน้า แต่สนามเด็กเล่นช่วยกระตุ้นให้เด็กและผู้ปกครองอยากเล่นนอกบ้านมากขึ้น

4. ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวของเมือง

พื้นที่สาธารณะไร้คุณภาพ ตลอดจนพื้นที่สำหรับให้เด็กวิ่งเล่นที่ไม่ทั่วถึง และการเข้าถึงที่ยากลำบาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางสังคมทวีความรุนแรง เมืองที่ดีจะต้องเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะได้อย่างอิสระเสรีและไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการเสริมต้นทุนทางชีวิตในอนาคตระยะยาว 

5. ความโดดเดี่ยวและความไม่อดทนอดกลั้น

พื้นที่สาธารณะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ ในทางกลับกัน หากเมืองไร้พื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพจะส่งผลให้เด็กและเยาวชนโดดเดี่ยวและไม่มีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่มักมีมุมมองเชิงลบไว้ก่อน

เมืองที่เป็นมิตรกับเด็ก = เมืองที่เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม 

“เด็กเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาเมือง หากสามารถพัฒนาเมืองเพื่อเด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ก็เท่ากับสามารถพัฒนาเมืองให้คนทุกวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เช่นกัน” 

นี่คือคำพูดของ เอนริเก้ เพนาโลซ่า นายกเทศมนตรีแห่งกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย ผู้มีชื่อเสียงก้องโลกจากการพลิกฟื้นเมืองอาญชากรรมและยาเสพติด สู่เมืองจักรยาน ขนส่งมวลชน และพื้นที่สาธารณะ โปรเจกต์ที่มีคุณูปการกับเมืองโบโกตาที่มีผลดีกับเมืองไม่แพ้กัน คือการสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อสนามเด็กเล่นและพื้นที่สาธารณะของเด็กกว่า 1,200 แห่ง ตลอดจนการสร้างพื้นที่ที่ให้ความสำคัญเด็กเป็นลำดับแรก (priority zone) กระจายในย่านที่อาศัยและสถานรับเลี้ยงเด็ก เช่น สร้างจุดชะลอความเร็วรถยนต์ พัฒนาเขตทางข้ามถนนให้มีคุณภาพ สร้างทางเท้าเดินได้เดินดี พื้นที่สีเขียว ฯลฯ

การลงทุนโครสร้างเมืองโบโกตาตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาเมืองเพื่อกลุ่มคนเปราะบางในสังคม (เด็ก คนชรา คนพิการ) ที่สุดท้ายแล้วก็มีผลดีต่อคนเมืองทุกคนอยู่ดีนั่นเอง 

เปลี่ยนคำขวัญเป็นของขวัญเพื่ออนาคตของเมือง

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ประเทศซึ่งหลายๆ หน่วยงานพร้อมใจกันทุ่มเงินจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม และมีประเพณีการมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ อันสะท้อนให้เห็นความคาดหวังของผู้ใหญ่ที่มีเด็กในแต่ละยุคสมัย จะดีซักแค่ไหนหากคำขวัญจะเปลี่ยนไปคำถามว่า สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคืออะไร หรือเปลี่ยนเป็นของขวัญสักชิ้นที่จะทำให้พวกเขามีอนาคตในเมืองและโลกใบนี้ที่สุกใส มีสุขภาพที่แข็งแรง มิใช่การเฉลิมฉลองวันเด็กเพียงชั่วคราวท่ามกลางปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ ที่คล้ายจะบั่นทอนสุขภาพคนเมืองไปทีละน้อยทุกเมื่อเชื่อวัน  

“เราสมควรได้รับอนาคตที่ปลอดภัย และเราต้องการอนาคตที่ปลอดภัย สิ่งที่เราร้องขอมันมากเกินไปจริงหรือ” – เกรตา ทุนเบิร์ก (กันยายน 2019)

เด็กหญิงสวีดิชคนหนึ่งตะโกนถามผู้ใหญ่แทนเด็กทั้งโลก

อ้างอิง
วันเด็กแห่งชาติ, วิกิพีเดีย
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ 
งานวิจัยโครงการคนเมือง 4.0: อนาคตชีวิตเมืองในประเทศไทย, โดย รศ. ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะและคณะ, กรุงเทพธุรกิจ
Cities Alive. Designing for urban childhood, Arup
สารประชากรมหาวิทยาลัยมหิดล
ระบบสถิติทางการทะเบียน, กระทรวงมหาดไทย 

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami