ทางด่วนจักรยาน (Bangkok Low Line) โอกาสสร้างพื้นที่สีเขียวจาก “สินทรัพย์” ใต้ทางด่วน

กรุงเทพฯ ไม่สามารถมีพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองได้อีกแล้ว…จริงหรือ? 

หากจินตนาการถึงพื้นที่ขนาดไม่ถึง 1 ตารางเมตร ภาพที่ปรากฎในความคิดอย่างหยาบๆ คือ พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสความยาวไม่เกินด้านละ 1 เมตร ถ้าลองให้คนไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว คาดว่าคงยืนกันไม่เกิน 2-3 คนอย่างเบียดเสียด หรือถ้าให้ยืนคนเดียวก็คงอึดอัดไม่แพ้กัน 

แทบไม่ต้องคิดให้ซับซ้อนก็รู้ว่าพื้นที่ “1 ตารางเมตร” มันช่างเล็กจ้อย โดยเฉพาะเมื่อใช้ “คน” ไปเปรียบเทียบ

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “ไม่ถึง 1 ตารางเมตร” คือ ขนาดพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 1 คน ที่คนกรุงเทพฯ เข้าไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่นับรวมสนามกอล์ฟ สวนในพื้นที่ส่วนบุคคล สวนข้างทาง สวนเกาะกลางถนน ฯลฯ  

ข้อมูลดังกล่าว เปิดเผยโดย ผศ.ดร. นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ผ่านเพจ echo เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบขนาดพื้นที่สีเขียวกรุงเทพฯ กับพื้นที่สีเขียวของเมืองสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 56 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน เหนือสัดส่วนมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่อยู่ระหว่าง 7-9 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน )สัดส่วนมาตรฐานไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศของแต่ละเมือง)

ขณะที่ กรุงเทพฯ พบตัวเลขที่ชวนให้วิตกกังวลที่ 0.88 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน 

ถ้าพูดถึงพื้นที่สาธารณะ หลายคนคงคิดถึงต้นไม้ใหญ่สร้างร่มเงา แซมกับไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้ประดับ มีเส้นทางวิ่งรอบหนองน้ำขนาดใหญ่ มีเครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น นกและกระรอกวิ่งเล่นสนุกสนาน และมีผู้คนเข้ามาใช้งานพื้นที่อย่างคึกคัก บ้างวิ่งจ๊อกกิ้ง บริหารร่างกาย นั่งปิกนิก เป็นพื้นที่ของคนทุกเพศทุกวัยได้ผ่อนคลาย เสริมสร้างสุขภาวะ เกิดกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือกระจายทั่วกรุงเทพฯ 

แต่ความคิดข้างต้นคงเป็นได้เพียงความฝันในความคิดของใครหลายคนเช่นเดียวกัน เมื่อมองมาที่เนื้อเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งยากจะหาที่ดินว่างเปล่าสำหรับพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐจะเป็นเจ้าของ กว้านซื้อที่ดินราคาสูงดั่งทองคำกลางเมืองแล้วพัฒนาพื้นที่สีเขียวเพียงลำพัง คล้ายกับว่ากรุงเทพฯ หมดโอกาสพัฒนาพื้นที่สีเขียว และคนกรุงเทพฯ คงต้องอยู่กับพื้นที่สีเขียวสัดส่วน 0.88 ตารางเมตรต่อไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น

คุณ คิด ผิด ! 

“หลายคนบอกว่า กรุงเทพฯ ดูจะแออัด หนาแน่น นึกไม่ออกว่าจะสร้างสวนสาธารณะได้อย่างไรในเมือง แต่จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ มี Hidden Asset หรือสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่เยอะ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของภาครัฐและระบบโครงสร้างพื้นฐานเก่า” ผู้อำนวยการ UddC ได้กล่าวไว้บนเวที TDRI Forum 2019 ที่ผ่านมา

ผู้อำนวยการ UddC เน้นย้ำในหลายวาระถึงโอกาสการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ โดยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างที่ปัจจุบันถูกใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ (under-utilized infrastruture)  ยกตัวอย่างโครงการ “พระปกเกล้าสปายปาร์ค” (สะพานด้วน) เป็นโครงการฟื้นฟูโครงสร้างรถไฟฟ้าลาวาลินซึ่งไม่ถูกใช้งานแล้วให้กลายเป็นโครงสร้างเส้นทางสีเขียวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะคล้ายกับ New York High Line ที่ฟื้นฟูทางรถไฟยกระดับบนเกาะแมตฮัตตันเป็นพื้นที่สีเขียวในแนวยาว นอกจากนี้ พื้นที่ทิ้งร้างที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของรัฐ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน ก็มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะได้เช่นกัน แถมยังสามารถให้ประโยชน์มากกว่าให้ความเขียวอีกด้วย 

ดังเช่น โครงการ Bangkok Low Line ที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ 

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ค้นพบว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่ใต้ทางด่วนในเมือง 1,577 ไร่ มีการใช้ประโยชน์ 60% และเป็นพื้นที่ว่างไม่มีการพัฒนา 40% หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 600 กว่าไร่ เท่ากับสวนลุมพินีประมาณ 2 สวน ทั้งนี้ ด้วยการขาดแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนในภาพรวม ลักษณะการใช้ประโยชน์พื้นที่จึงถูกแบ่งเป็นส่วนๆ บางพื้นที่ตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ ทำให้เกิดผลกระทบหลายๆ ด้าน

อาทิ เนื้อเมืองแยกขาดออกจากกัน (urban rapture) การสูญเสียโอกาสพัฒนา ปัญหาบุกรุกพื้นที่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเมือง เช่น กลิ่นจากขยะ น้ำเสีย แหล่งเพาะพันธุ์ยุง ฯลฯ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยโดยรอบ

Bangkok Low Line เป็นแนวคิดของ UddC ในการฟื้นฟูพื้นที่ทิ้งร้างใต้ทางด่วนซึ่งยังถูกใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ (under-utilized) ในบริเวณย่านที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง อุรุพงษ์ สู่แหล่งงานในย่าน บางรัก สีลม สาทร ให้กลายเป็นทางเลือกในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ในรูปแบบ “ทางด่วนจักรยานสู่ศูนย์กลางเมือง” 

ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรของพื้นที่ทิ้งร้างใต้ทางด่วนจะถูกพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงกับเนื้อเมืองต่อเนื่องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบ พร้อมสร้างทางเลือกในการเดินทางเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองแบบไม่ใช้เครื่องยนต์และส่งเสริมสุขภาพ เช่น การเดินเท้าและปั่นจักรยาน

นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองผ่านสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) หรือแม้กระทั่งการปลูกต้นไม้น้อยใหญ่สร้างร่มเง่า ตลอดจนก่อให้เกิดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและกิจกรรมทางสังคม เช่น ร้านค้าชุมชนและลานสาธารณะอเนกประสงค์ 

จึงไม่ผิดเลยถ้าผู้อำนวยการ UddC จะเปรียบพื้นที่แห่งนี้เป็น “สินทรัพย์” เพียงแต่รอโอกาสพัฒนาเท่านั้น  

ไม่เพียงโครงการ New York High Line ที่โด่งดัง แต่การพัฒนาพื้นที่ทิ้งร้างหรือโครงสร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วเป็นกระแสการพัฒนาไปทั่วโลก เช่น โครงการ A8ernA ของเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ฟื้นฟูพื้นที่ใต้ทางหลวงยกระดับ A8 ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมด้านกีฬา ทั้งสเก็ตบอร์ด ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เทเบิลเทนนิส ฯลฯ

และพื้นที่บางส่วนยังเป็นโชว์ผลงานของกลุ่มรักงานศิลปะอย่างกราฟิตี และด้วยที่พื้นที่บางส่วนอยู่ติดกับแม่น้ำ Zaan จึงทำให้เกิดพื้นที่ย่อมๆ สำหรับทำกิจกรรมริมน้ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับร้านค้าขนาดเล็กหลากหลายประเภท

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับโครงการ A8ernA ไม่เพียงสะท้อนผ่านรางวัล The European Prize for Urban Public Space เมื่อปี ค.ศ. 2006 เท่านั้น แต่สะท้อนการใช้พื้นที่โครงการอย่างคึกคึก และดึงดูดให้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกความสนใจ เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เป็นผลมาจากกระบวนการร่วมหารือ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือครั้งใหญ่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรอบโครงการและภาคีที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาสะท้อนความต้องการนั่นเอง

ประโยชน์ของการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนย่อมจะเกิดขึ้นกับหลายฝ่าย ทั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กรุงเทพมหานคร ชุมชนโดยรอบพื้นที่ และสาธารณชนทั่วไป อาทิ กทพ. จะสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างคล่องตัว แปลงพื้นที่ทิ้งร้างให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน ซึ่งประสานประโยชน์เชิงพานิชย์และเชิงสาธารณะ รวมถึงป้องกันการบุกรุกที่ละเมิดกฎหมาย 

ขณะที่คนกรุงเทพฯ จะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่ม 3.9 ไร่ และพื้นที่นันทนาการ 14.7 ไร่ พร้อมโครงข่ายเส้นทางเดินเท้า-ปั่นจักรยานที่ต่อเนื่อง และพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย 

เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้กล่าวสุนทรพจน์อันเป็นตำนานว่า

“คนมองโลกในแง่ร้าย มองเห็นความยากลำบากในทุกโอกาส คนมองโลกในแง่ดี มองเห็นโอกาสในทุกความยากลำบาก” (A pessimist sees the difficulty in every opportunity; an optimist sees the opportunity in every difficulty.)

หากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้สัดส่วนตามมาตรฐานของ WHO คือความท้าทายที่ยากลำบาก พื้นที่ทิ้งร้างใต้ทางด่วนจึงเป็นโอกาสพัฒนาที่คนมองโลกแง่ดี และ “สายตาดี” ต้องมองเห็นได้แล้ว

ที่มาข้อมูล
TDRI Annual Public Conference 2019 พัฒนา “เมืองสำหรับคน” อย่างไรในสังคมอายุยืน?, Thailand Development Research Institute (TDRI)
City in the Garden vs City of Angels, Echo
A8ern8, Zaanstadt, The Netherlands Case Studies

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami