26/03/2026
Healthy Cities
ไขโจทย์สุขภาวะเมืองสุขุมวิทใต้ : ย่านอยู่ดีเริ่มต้นจากพื้นที่ใกล้บ้าน
อภิชยา ชัยชิตามร
พื้นที่เมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าเราจะอยู่อย่างไร กินอย่างไร เดินทางอย่างไร ทำงานอย่างไร หรือใช้ชีวิตอย่างไร สภาพแวดล้อมเมืองจึงส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเมือง ดังนั้น “การสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี จึงต้องเริ่มต้นจากพื้นที่เมือง”
จากการศึกษาและพัฒนากรอบแนวคิดย่านอยู่ดี จึงมองเมืองในฐานะสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตและส่งเสริมสุขภาวะ ใน 3 ระดับที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ระดับเมือง ย่าน และบุคคล ที่ผสาน “การออกแบบพื้นที่” เข้ากับ “การปรับพฤติกรรม” ผ่านกรอบแนวคิด 3P ได้แก่ (1) Place เปลี่ยนกายภาพเมืองให้น่าอยู่ (2) People เปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการมีกิจกรรมและการมีส่วนร่วม (3) Promotion เปลี่ยนทัศนคติ
ดังนั้น การสร้างสุขภาวะไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในระดับเมืองใหญ่ แต่ต้องเริ่มจาก พื้นที่ใกล้บ้านในระดับย่าน ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการต่างๆและใช้ชีวิตได้ในทุกวัน ผ่านการออกแบบย่านให้น่าอยู่และเอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ต้องมุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรมของบุคคล ด้วยหลัก เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) 6 ด้าน ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การมีกิจกรรมทางกาย การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การรับประทานอาหารที่ดี การบริหารจัดการความเครียด และการนอนอย่างมีคุณภาพ
ย่านสุขุมวิทใต้ จึงถูกเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องของการทดลองแนวคิดนี้ เพื่อผสานการออกแบบทางกายภาพเข้ากับกิจกรรมของผู้คน ให้ทุกการเดิน การพบปะ และการพักผ่อนในแต่ละวัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาวะที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
สถานการณ์ความเป็นย่านอยู่ดีของสุขุมวิทใต้
จากการสำรวจความคิดเห็นของชาวย่านพระโขนง-บางนา พบว่า พื้นที่สุขภาวะสำหรับคนในย่านไม่ได้หมายถึงเพียงสวนสาธารณะหรือพื้นที่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่คือพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย สะดวกสบาย ทำให้มีสุขภาพดี และสามารถใช้เวลาคุณภาพได้ในทุกวัน ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมสุขภาวะ ของชาวย่านพระโขนง–บางนา สะท้อนผ่านกิจกรรมเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย การพักผ่อนหย่อนใจ การได้อยู่กับเพื่อน หรือการทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสถานการณ์ความเป็นย่านอยู่ดีทั้งด้านกายภาพและพฤติกรรม มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ดังนี้
สถานการณ์ด้านกายภาพ สุขุมวิทใต้ : ศักยภาพสูง แต่ยังไม่น่าอยู่
พระโขนง–บางนาเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญตอนใต้ของสุขุมวิท มีการเชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และโครงข่ายธุรกิจใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบ 6 ประเด็นสำคัญของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาวะของชาวย่าน ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนาสุขุมวิทใต้ให้กลายเป็นย่านอยู่ดี
- ซอยตัน บล็อกใหญ่ ต้นตอปัญหารถติด 43% ของพื้นที่เป็นซอยตัน ทำให้รถติดถึงในซอย บล็อคใหญ่ ไม่เชื่อมต่อกัน คนต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัว เกิดมลพิษและเดินทางนานเกินไปทำให้เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่งและเสียสุขภาพจิต

- รถไฟฟ้า 2 สาย แต่คนยังเข้าถึงยาก คนไม่อยากเดิน ระบบเชื่อมต่อระหว่างสถานี ชุมชนยังไม่ทั่วถึง ทำให้การเดินเท้าไม่สะดวก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ

- พื้นที่สีเขียวน้อยและไกล ไม่เหมาะกับการพักผ่อน คนย่านนี้มีพื้นที่สีเขียวเพียง 4.5 ตร.ม. ต่อคน ต้องเดินกว่า 1 กม. ถึงสวนสาธารณะทำให้ย่านขาดพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

- น้ำท่วม–น้ำเสีย–คลองใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ระบบระบายน้ำและคุณภาพน้ำในคลองเสื่อมโทรม ทำให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์โรค รวมถึงไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่กิจกรรมหรือต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้

- ขาดแคลนพื้นที่เรียนรู้ นำมาซึ่งการขาดโอกาสในการเรียนรู้ และทำกิจกรรมกับผู้อื่น อยู่แล้วอาจไม่เกิดสุขภาวะทางปัญญา

- ขาดแคลนบริการสุขภาพใกล้บ้าน ศูนย์สาธารณสุขมีจำกัด ต้องเดินทางไกล ค่ารักษาแพง เพราะมีแต่โรงพยาบาลเอกชน ผู้คนและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการได้ยาก นำมาซึ่งความเครียด ความวิตกกังวล

สถานการณ์ด้านพฤติกรรม สุขภาวะคนเมืองสุขุมวิทใต้
จากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาวะของคนในย่าน พบว่า ชาวพระโขนง–บางนา ใช้เวลาเฉลี่ยในแต่ละวันกว่า 14 ชั่วโมงอยู่ที่บ้าน และอีก 10 ชั่วโมงในที่ทำงาน ส่วนเวลาสำหรับ “พื้นที่ชีวิต” นอกบ้านมีเพียงราว 4 ชั่วโมงในวันธรรมดา และเพิ่มขึ้นเป็น 6 ชั่วโมงในวันหยุด หมายความว่า พื้นที่บ้านยังคงเป็นศูนย์กลางของชีวิต แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ เช่น การออกกำลังกายหรือพักผ่อนนอกบ้าน มีสัดส่วนเพียง 4 ชั่วโมงในวันทำงาน และ 6 ชั่วโมงในวันหยุด เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าแม้ย่านจะเต็มไปด้วยกิจกรรม แต่เวลาคุณภาพสำหรับตัวเองยังมีจำกัด
สำหรับกิจกรรมที่คนในย่านทำบ่อยที่สุดคือ การออกกำลังกาย (30%) และการเดินเล่น (26%) ตามมาด้วยการพูดคุยพบปะสังสรรค์ (7%) และพักผ่อน นั่งเล่น หรือนอนเล่น (6%) โดยพื้นที่ยอดนิยมของคนย่านนี้ ได้แก่ สวนหลวง ร.9 ซีคอน–พาราไดซ์–ตลาดรถไฟ และเซ็นทรัลบางนา ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์รวมของการขยับร่างกาย พบปะ และพักผ่อน แสดงให้เห็นว่าคนในย่านยังขาดทางเลือกและพื้นที่เข้าถึงง่ายใกล้บ้านสำหรับการสร้างสุขภาวะในชีวิตประจำวัน


ข้อเสนอด้านการปรับปรุงกายภาพและพฤติกรรม
จากข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นของคนในย่าน UDDC จึงได้เสนอแนวทางและการดำเนินการเบื้องต้นเพื่อทดลองการปรับปรุงกายภาพและพฤติกรรมสุขภาวะของย่านไปพร้อมกันทั้งในมิติของพื้นที่และคน โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวันควบคู่กับการสร้างกิจกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ ๆ ที่กระตุ้นให้ผู้คนออกมาขยับ พบปะ และใช้พื้นที่ร่วมกัน ผ่าน 6 ข้อเสนอพื้นที่กายภาพ รายละเอียด ดังนี้
6 พื้นที่ศักยภาพ เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่
(1) พื้นที่น้ำและคลอง พัฒนาระบบ “สวนริมน้ำ–ทางเดินริมน้ำ” เช่น บริเวณ คลองบางนา–วัดบางนานอก เพื่อเป็นเส้นทางเดิน–ปั่นปลอดภัยเชื่อมต่อชุมชนกับแม่น้ำเจ้าพระยาและบางกระเจ้า พร้อมเพิ่มพื้นที่กิจกรรมพักผ่อนและออกกำลังกายริมคลอง






(2) พื้นที่สีเขียว เชื่อมเครือข่ายสวนสาธารณะ เช่น สวนหลวง ร.9 บึงหนองบอน บางกระเจ้า ด้วยระบบทางเท้าและจักรยานสีเขียว รวมถึงการสร้าง Pocket Park ในย่านชุมชนหนาแน่น เพื่อให้คนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวภายใน 15 นาที
(3) พื้นที่วัฒนธรรม ฟื้นฟูพื้นที่วัดและชุมชนดั้งเดิมริมคลอง เช่น วัดบางนานอก วัดธรรมมงคล ให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่เรียนรู้สุขภาวะ
(4) พื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่งเสริมการใช้พื้นที่รกร้างหรืออาคารว่างให้เกิดประโยชน์ เช่น ลานกิจกรรมชุมชน สวนผักคนเมือง หรือพื้นที่ทดลองกิจกรรม
(5) พื้นที่ราชการ เปิดพื้นที่สาธารณะในหน่วยงานรัฐ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสำนักงานขนส่งฯ ให้เป็นลานสุขภาพ จุดพัก หรือเส้นทางเดินต่อเนื่องกับระบบขนส่งสาธารณะ
(6) พื้นที่ถนนและโครงข่ายการเดินทาง ปรับปรุงทางเท้า ทางจักรยาน ซอยย่อยและเส้นเลือดฝอยให้ปลอดภัยและมีไฟส่องสว่าง รวมทั้งพัฒนา Feeder และทางเดินต่อเชื่อมรถไฟฟ้า ให้เข้าถึงได้ง่าย

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา การออกแบบเมืองและกิจกรรมของผู้คนต้องควรทำไปพร้อมกัน ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่กายภาพในระดับย่านและส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมในชุมชนกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างชีวิตประจำวันที่มีสุขภาพดีและมีคุณภาพในระดับย่าน จะเห็นได้ว่าสุขภาวะเริ่มต้นได้จากย่านที่อยู่ดีและเป็นแนวทางที่สามารถนำไปต่อยอดในเมืองอื่น ๆ ได้ต่อไป