ทำวินมอเตอร์ไซค์ให้ Win : เหตุผลที่ “พี่วิน” ครองใจคนกรุงเทพฯ

วินมอเตอร์ไซค์คือระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเฉพาะหากมองว่า “พี่วิน” คือทางออกของปัญหาซอยลึกและการเดินทางระยะสั้นสำหรับเมืองกรุงเทพฯ (ราว 1-5 กิโลเมตร) 

ที่จริงแล้ว ระบบนี้เป็นนวัตกรรมทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่มาตอบโจทย์ปัญหาของสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา และกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกในการเดินทางของคนเมืองหลายต่อหลายคน นอกจากนี้ ระบบมอเตอร์ไซค์รับจ้างยังเหมาะสมต่อสภาพอากาศในเมืองร้อนด้วย 

การให้บริการเช่นนี้มีปรากฏอยู่ในหลากหลายประเทศและทวีปทั่วโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีกฎหมายรองรับการบริการประเภทนี้ จนกลายเป็นอาชีพในระบบตามกฎหมายขึ้นมา

การใช้บริการพี่วินจากบ้านเพื่อมาต่อบริการขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ แล้วต้องใช้บริการพี่วินอีกครั้งเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ถูกเรียกว่า First/Last-Mile Connectivity หรือการเชื่อมต่อที่กิโลเมตรแรกหรือกิโลเมตรสุดท้าย 

บทบาทของพี่วินจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทาง ที่ผสมผสานระหว่างหลายระบบเพื่อนำเราไปสู่จุดหมาย ทำให้ระบบขนส่งมวลชนในภาพรวมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยวินมักจะทำหน้าที่ในกิโลเมตรแรกหรือสุดท้ายของการเดินทางนั้นๆ เชื่อมต่อกับขนส่งมวลชนระบบราง เช่น รถไฟฟ้า รถใต้ดิน เรือโดยสาร หรือ รถ BRT 

ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่ระบบขนส่งมวลชนยังเข้าไม่ถึงหรือยังทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ วินก็จะทำหน้าที่หลักในการให้บริการการเดินทางในระยะสั้น ขับพาเราจากต้นทางสู่สถานที่ปลายทางโดยตรง หรือที่เรียกว่า door-to-door service

ด้วยการพัฒนาระบบรางที่แผ่กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ การเชื่อมต่อในทุกๆ กิโลเมตรสุดท้ายจึงกลายเป็นบทบาทที่วินรับหน้าที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ติดกับสถานีการเดินทางต่างๆ

จากมุมมองนี้ วินจึงกลายเป็นหนึ่งในกลไกธรรมชาติของเมืองที่ทำให้การขนส่งมวลชนรางสามารถรองรับคนได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

จากข้อมูลสะสมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ของ กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร มีจำนวนวินทั้งสิ้น 5,670 วิน และมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะถึง 91,582 คน หรือโดยเฉลี่ยแล้วทั่วกรุงเทพฯ เราจะสามารถพบวินอยู่ 1 วินในทุกๆ 420 เมตร (วิธีการคำนวนอยู่ที่ท้ายบทความ) ทั้งนี้ การกระจายตัวของความหนาแน่นวินก็ต่างกันตามบทบาทและลักษณะของพื้นที่และการเดินทางในแต่ละเขต

จากแผนที่ด้านบน จะเห็นได้ว่าพื้นที่ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง หรือ Central Business District (CBD) ที่มีจุดหมายปลายทางของหลายคนอยู่มากมาย เช่น ที่ทำงาน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า ร้านรวง และกิจกรรมต่างๆ จะมีความถี่ของตำแหน่งวินมอเตอร์ไซค์มากโดยพื้นที่ เขตบางรัก มีตำแหน่ง วินถี่ที่สุด คือเฉลี่ยทุก 114 เมตร และในอันดับรองลงมาคือราชเทวี ป้อมปราบศัตรูพ่าย สาทร สัมพันธวงศ์และพระนคร เป็น 5 เขตที่มีวินอยู่ทุกๆ 145-170 เมตร ในเขตเหล่านี้ วินน่าจะวิ่งในลักษณะที่กระจาย ตามจุดหมายของผู้โดยสารที่หลากหลายและกระจายตลอดวัน ทั้งจากพนักงานบริษัทไปทานข้าวในละแวก จนไปถึงการรับส่งเอกสาร

ในขณะเดียวกัน เขตที่มีวินมอเตอร์ไซค์ เบาบางที่สุด คือ เขตหนองจอก โดยมีวินอยู่โดยเฉลี่ยทุกๆ 1.3 กิโลเมตร และเขตที่มีวินเบาบางรองลงมาคือ เขตคลองสามวา ทวีวัฒนา บางขุนเทียน ในเขตเหล่านี้วินอยู่ห่างกันโดยเฉลี่ยราวๆ 850-900 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ไกลเกินกว่า 800 เมตรการเดินได้ของคนกรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่าในพื้นที่ดังกล่าว บทบาทของวินจะต่างไป เพราะไม่ใช่การเดินทางในกิโลเมตรสุดท้าย เนื่องจากที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในระยะห่างจากวินเกินกว่า 1 กิโลเมตร 

หากมองไม่เห็นการเชื่อมต่อตั้งแต่กิโลเมตรแรก คนในพื้นที่เหล่านี้ก็จะนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าด้วยความจำเป็น วินในพื้นที่เหล่านี้จึงอาจเป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายสำหรับกลุ่มประชากรคนที่ไร้ทางออกในการเดินทาง นั่นทำให้เกิดพื้นที่ที่มีบริการของพี่วินที่ไม่หนาแน่นหรือหนาแน่นน้อยขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ ความหนาแน่นของวินจึงช่วยบ่งบอกถึงพื้นที่ที่มีจุดหมายปลายทางได้ แผนที่ด้านล่าง แสดงขนาดของวินในแต่ละเขต ซึ่งสามารถช่วยให้เราเห็นถึงความแตกต่างในลักษณะการรับผู้โดยสารและการเป็นระบบ “การเดินทางกิโลเมตรสุดท้าย” ที่ในบางครั้งอาจจะไกลกว่า 1 กิโลฯ ได้

แผนที่นี้น่าสนใจตรงที่ขนาดของวินกลายเป็นภาพกลับของแผนที่แรก นั่นคือ ในพื้นที่เขตชั้นในที่มีการตั้งวินอยู่มาก รวมถึงเขตบางรัก พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย และสัมพันธวงศ์ แม้มีจำนวนวินมาก ทว่าแต่ละวินมีขนาดเล็กไม่ถึง 10 คน ซึ่งเราอาจตั้งสมมติฐานได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวคงมีความต้องการการใช้วินที่กระจายตัวตลอดระหว่างวัน ต่างกันกับเขตในพื้นที่เมืองชั้นถัดมา 

พื้นที่ชั้นถัดมาหรือพื้นที่ชั้นกลาง มักจะติดกับสถานีต่างๆ ของระบบรางและเรือ เช่น เขตวังทองหลาง ราษฎร์บูรณะ จอมทอง บางขุนเทียน และพระโขนง วินในพื้นที่เหล่านี้มักมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มากระจุกตัวรอกันอย่างหนาแน่นในชั่วโมงคับขัน 

ยิ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยมาก คนยิ่งต้องนั่งรถต่อไกล วินต้องยิ่งใหญ่ตาม เพื่อลดเวลาในการรอคอยของผู้โดยสาร

ในระยะหลัง บริษัทแอพลิเคชั่นโบกรถ หรือ Ride-Hailing Application (RHA) เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเดินทางในเมืองมากยิ่งขึ้น โดย RHA ได้สร้างทางเลือกให้กับผู้คนที่ต้องเดินทางในเมือง ถึงแม้ผู้ขับขี่ในระบบ RHA หลายคนจริงๆ แล้วยังไม่สามารถรับผู้โดยสารอย่างถูกกฎหมาย แต่ด้วยระบบที่ทันสมัยและให้ข้อมูลที่ชัดเจน จึงทำให้ระบบแบบใหม่นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น

ที่จริงแล้ว วินมอเตอร์ไซค์เป็นอาชีพที่อยู่ในระบบ แต่ด้วยภาพลักษณ์ของโครงสร้างวิน ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเมืองในฐานะทางเลือกของระบบขนส่งมวลชน เช่น การให้พื้นที่ที่ถาวร เป็นระเบียบ หรือสร้างเป็นสถานี ชาวต่างชาติและชาวไทยต่างถิ่นจึงอาจเข้าใจผิดได้ว่าวินยังคงความนอกระบบอยู่เสมอมา

การเข้ามาของ RHA สร้างคำถามและความขัดแย้งกับผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์มานานหลายปี ทั้งนี้ หากมองในมุมของบทบาทการตอบโจทย์การเดินทาง กลายเป็นว่าจริงๆ แล้ววินบางส่วนกับ RHA อาจไม่ได้ถูกใช้เพื่อตอบโจทย์เดียวกันอยู่ และสามารถตั้งเป็นสมมติฐานต่อได้ว่า ในบางพื้นที่ วินกับ RHA อาจไม่ได้แข่งในตลาดเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วินที่ทำหน้าที่บริการการเชื่อมต่อที่กิโลเมตรแรกหรือกิโลเมตรสุดท้ายในการเดินทางแบบหลายระบบ (Multi-Modal Transportation) เพราะผู้โดยสารที่ใช้ RHA มักใช้เพื่อเดินทางจากต้นทางสู่ปลายทางโดยตรง 

ผลการศึกษาของบริษัท GET ที่บอกว่าคนกรุงเทพฯ ถึง 65% ยังไม่เคยใช้บริการ RHA อาจจะเป็นหนึ่งในสัญญาณที่แสดงว่าวินยังตอบโจทย์คนอีกจำนวนมาก ในขณะที่ RHA อาจมีราคาแพงหรือให้บริการไม่ทั่วถึงเท่า

หากเมืองจะชนะในเรื่องของการเดินทางจริงๆ เมืองคงไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของการขนส่งมวลชนบนรถมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ เพราะวินยังคงเป็นทางเลือกสำคัญของมวลชนโดยมากในกรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่เมืองน่าจะร่วมกับระบบวินเพื่อหาทางออก คือ ระบบวินจะต้องถูกปฏิรูปอย่างไรให้สามารถกลายเป็นระบบขับเคลื่อนเมือง ในบทบาทที่ต่างจาก RHA และมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ถ้าอยากให้เมือง “ชนะ” หรือ “วิน” ในความหมายของการเป็นเมืองน่าอยู่ที่จัดการระบบขนส่งได้ดี การทำให้พี่วินได้ “ชนะ” ไปกับเมืองด้วย ก็อาจเป็นคำตอบสำคัญอย่างหนึ่งเช่นกัน

ภาพด้านบนคือสถานีจอดจักรยานสาธารณะในเมือง Panchkula อินเดีย แต่หากเราผสมผสานแนวความคิดที่หลากหลายและคิดไกลกว่าระบบการเดินทางที่มีมา ระบบวินที่เริ่มต้นจากการเป็นนวัตกรรมาทางสังคม อาจต้องสร้างนวัตกรรมทางการเดินทางใหม่ในแบบของเราเอง หากวินมอเตอร์ไซค์มีที่ทางที่ชัดเจน มีโครงสร้างการจัดการพื้นที่ดั่งป้ายรถทันสมัย ทำให้คนขับไม่ต้องนั่งรอตามฟุตบาธหรือผู้โดยสารยืนรอท่ามกลางฝนปรอย จริงๆ แล้วเมืองของเรา ที่มีซอยตันและถนนที่เล็กทำให้ขนส่งมวลชนระบบรางหรือรถเมล์ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เมืองได้อย่างทั่วถึง อาจจะต้องการการสร้างสรรค์ที่นำไปสู่การปฏิรูประบบวินมอเตอร์ไซค์เพื่อให้เมืองวินของเรา Win ด้านการเดินทางในแบบของเราเอง

การคำนวน : การหาความถี่ของวินในแต่ละเขตเริ่มจาก (พื้นที่ต่อวิน 1 วิน = พื้นที่เขต / จำนวนวิน) ทั้งนี้ การบอกเป็นพื้นที่ตารางเมตรในเมืองเป็นการอธิบายที่นึกภาพตามยาก จึงสมมติว่าถ้าพื้นที่ต่อ 1 วินเป็นพื้นที่วงกลมที่มีวินเป็นจุดศูนย์กลางแล้วมีรัศมีโดยรอบ จึงนำมาแทนค่าเหมือนการหาพื้นที่วงกลม ทั้งนี้เนื่องจาก 1 วินแสดงถึงวงกลม 1 วง จึงต้องคูณ 2 ในตอนท้ายเพื่อให้เป็นระยะทางโดยเฉลี่ยระหว่างวิน

อ้างอิง
กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก
โครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)
เผย Insight คนกรุงนิยมใช้ “มอ’ไซค์รับจ้าง” แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยใช้แอปเรียกพี่วิน, Margetingoops

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami