15/01/2026
Healthy Cities

ความเปราะบางของผู้สูงวัยไทยในยุคสังคมสูงวัย

ปัณณวิชญ์ เถระ สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
 


เมื่อเราพูดถึงสังคมสูงวัย ภาพที่มักผุดขึ้นในใจคือผู้สูงอายุที่มีเวลาพักผ่อนหลังเกษียณ ใช้ชีวิตท่ามกลางความสงบสุข และได้รับการดูแลจากครอบครัวหรือรัฐ แต่ในความจริงของเมืองไทยและอีกหลายเมืองทั่วโลก การแก่ตัวลงไม่ได้หมายถึงการได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเท่ากันสำหรับทุกคน

ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสิทธิ รายได้ และสุขภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมืองกลายเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นความเปราะบางของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันไป

บทความนี้จะทบทวนภูมิทัศน์ความเปราะบางของผู้สูงวัยไทยผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ กายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

ความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ

โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพระหว่างเมืองกับชนบทมีความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด การกระจายตัวของบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์ที่มักกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง โดยกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุทรสาคร พิษณุโลก ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา นนทบุรี และนครปฐม มีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 

เช่นเดียวกับที่เครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เครื่องตรวจอวัยวะด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือเครื่องอัลตราซาวด์ ก็กระจุกตัวอยู่แต่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของเมืองหลัก ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ หรือจำเป็นต้องเดินทางระยะไกลเพื่อรับบริการพื้นฐานที่คนเมืองสามารถเข้าถึงได้ในเวลาไม่กี่นาที (สิรินาฏ ศิริสุนทร, 2568)

ปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในพื้นที่ชนบทกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ มีภาระงานที่หนัก และได้รับค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้แพทย์และพยาบาลจำนวนหนึ่ง ตัดสินใจลาออกหรือย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงวัยในพื้นที่ชนบทต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่การเดินทางไปโรงพยาบาล การขาดระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก การไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ไปจนถึงข้อจำกัดทางร่างกายที่ทำให้การเดินทางเป็นเรื่องลำบาก 

สำหรับผู้ที่มีฐานะยากจน ปัญหานี้ยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางและรักษาพยาบาลกลายเป็นภาระทางการเงินที่เกินกำลัง หลายคนจึงอาจเลือกไม่ไปพบแพทย์ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทว่า ผลที่ตามมาคือการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง โรคทรุดลง หรืออาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมในภายหลังเมื่ออาการรุนแรงขึ้น (Samina T. Syed Ben S. Gerber and Lisa K. Sharp, 2013)

ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างพื้นฐานจึงไม่เพียงสะท้อนช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทเท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมความเปราะบางทางเศรษฐกิจของผู้สูงวัยที่ยากจน ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษา และการเดินทางที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้ลดลง 

การสูงวัยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกายที่เสื่อมถอย แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของระบบที่ทำให้คนบางกลุ่มต้องเผชิญกับความสูงวัยท่ามกลางความยากลำบากมากกว่าคนกลุ่มอื่น ทั้งระหว่างกลุ่มคนรวยกับคนจน ตลอดจนกลุ่มคนที่อาศัยในเมืองกับชนบท

สูงวัยไทย แก่ก่อนรวย ป่วยก่อนตาย

ปัญหาที่มาพร้อมกับสังคมสูงวัยในประเทศไทย คือภาวะที่ผู้สูงวัยแก่ก่อนรวย ป่วยก่อนตาย (สุพริศร์ สุวรรณิก, 2564) ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาวะพึ่งพิง แต่กลับขาดความมั่นคงทางการเงินหรือมีกำลังทรัพย์ไม่เพียงพอสำหรับการจับจ่ายใช้สอยและเข้าถึงบริการสุขภาพ ส่งผลให้ในช่วงบั้นปลายชีวิตมีโอกาสป่วยหรือทรมานก่อนเสียชีวิต หัวใจของปัญหานี้หนีไม่พ้นความยากจน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อสุขภาวะของผู้สูงวัยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อยย่ำแย่

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมายาวนาน ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในชีวิตผู้สูงวัยจำนวนมากที่ยังคงเผชิญความยากจน ขาดโอกาสในการทำงาน และไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐอย่างเพียงพอ (ประพันธ์ ลีน้อย, 2567)

ผู้สูงวัยในไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพารายได้จากผู้อื่นเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลาน คู่สมรส หรือเบี้ยยังชีพจากรัฐ ซึ่งมักไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในแต่ละเดือน 

สภาพดังกล่าวบีบให้ผู้สูงวัยจำนวนมากเข้าสู่วงจรของการขาดเงินออมหรือมีหนี้สิน ซึ่งปัญหานี้เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในภาคนอกระบบ ขาดหลักประกันทางสังคมที่ชัดเจน และไม่สามารถเข้าถึงระบบการออมแบบภาคบังคับได้ 

ที่มาภาพ: https://www.thaipost.net/public-relations-news/171652/

จากข้อมูลพบว่า กลุ่มผู้สูงวัยที่เปราะบาง คือกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ระบบบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมีประมาณ 9.3 ล้านคน และกว่า 2.6 ล้านคนต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพจากภาครัฐ 

ปัญหาสำคัญอีกหนึ่งด้านที่สามารถสะท้อนความเปราะบางที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุคือ ปัญหาหนี้สิน เนื่องจากหลายคนต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อประคองชีวิตหลังเกษียณ ดูแลครอบครัว บุตรหลาน ไปจนถึงการรักษาพยาบาล 

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 42.7 มีหนี้สินเฉลี่ยถึง 130,505 บาทต่อคน และมีภาระจ่ายชำระหนี้อยู่ที่ 2,208 บาทต่อเดือน โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค (แพรวไพลิน วงษ์สินธุวิเศษ, 2568) สถานการณ์ดังกล่าวผลักให้ผู้สูงอายุเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ มากกว่าหนี้ในระบบ เช่น ดอกเบี้ยแอบแฝงที่สูงกว่าอัตราทั่วไป การไม่มีสัญญาที่ชัดเจนและเป็นธรรม ที่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกทวงหนี้โหด ข่มขู่ หรือถูกทำร้ายร่างกาย ตลอดจนการติดกับดักหนี้ที่ไม่จบสิ้น (ชญาวดี ชัยอนันต์, 2566)

หนี้สินและรายได้ที่ไม่เพียงพอเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องทำงานต่อหลังเกษียณ แม้งานที่ทำส่วนใหญ่จะเป็นงานใช้แรงงานหนักในภาคเกษตรกรรม ซึ่งให้ค่าตอบแทนเฉลี่ยเพียง 6,279 บาทต่อเดือน ขณะที่งานที่ให้รายได้สูงกว่าและใช้แรงงานน้อยกว่า เช่น งานในภาคอุตสาหกรรม กลับมีผู้สูงอายุทำงานอยู่น้อย เนื่องจากกระบวนการผลิตพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นและต้องการทักษะเฉพาะทางที่ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะไม่มีรายได้ในการดำรงชีพ สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งไม่สามารถทำงานได้มีหลายปัจจัย ทั้งงานที่ไม่เหมาะสมกับสมรรถภาพ ภาระหน้าที่ในครอบครัว ลักษณะงานที่ไม่ตอบโจทย์ รวมถึงความไม่พร้อมด้านสุขภาพและสภาพร่างกาย (ประพันธ์ ลีน้อย, 2567)

ความเปราะบางในมิติสุขภาพและสังคม

ปัญหาสุขภาพถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้สูงวัยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (World Health Organization, 2025) 

ผู้สูงอายุจำนวนมากจึงต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาและข้อจำกัดด้านการเดินทางไปยังสถานพยาบาล ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะเสื่อมของระบบประสาท เช่น ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ที่มาภาพ: https://www.vimut.com/article/disease-in-elderly

ปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุนั้นเกิดจากผลกระทบทางจิตทั้งในช่วงก่อนและหลังวัยชรา เช่น ความเครียด การเผชิญกับการสูญเสีย การถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะความโดดเดี่ยวทางสังคมและความเหงาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการใช้ชีวิตเพียงลำพัง (World Health Organization, 2025)

ภาวะสุขภาพที่ถดถอยในผู้สูงอายุสะท้อนว่าผู้สูงวัยเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลจากครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ทว่าโครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลับทำให้เกิดปรากฏการณ์ผู้สูงอายุอยู่อาศัยเพียงลำพังมากขึ้น ในปี 2566 ผู้สูงอายุไทยที่อยู่ลำพังมีจำนวนกว่า 10.32% หรือราว 1.3 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเผชิญการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวสูงที่สุด

อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยร่วมกันเฉพาะผู้สูงวัยด้วยกันเอง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.3% ของผู้สูงอายุทั้งหมด กลุ่มนี้แม้จะดูแลกันได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเสียชีวิตก่อน อีกคนก็มีแนวโน้มสูงที่จะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนรูปแบบเดียวกับประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนหน้าไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ (สิรินาฏ ศิริสุนทร และคณะ, 2568)

ที่มาภาพ: https://www.matichon.co.th/region/news_810649

นอกจากนี้ ความเปราะบางที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญคือ การถูกเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุปรากฏอยู่ในแทบทุกระดับ ตั้งแต่สถาบัน กฎหมาย ไปจนถึงความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ผ่านทัศนคติและปฏิบัติการที่มองว่าผู้สูงวัยไร้ประโยชน์ ทำงานไม่ไหว หรือขาดทักษะด้านเทคโนโลยี ผลลัพธ์คือผู้สูงอายุจำนวนมากถูกกันออกจากตลาดแรงงาน กระบวนการตัดสินใจทางสังคม และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ (World Health Organization, 2025) 

การเหมารวมเช่นนี้ลดทอนสิทธิ ศักดิ์ศรี และความสามารถของผู้สูงอายุทั้งในปฏิบัติการระดับปัจเจกและสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีศักยภาพในการทำงานอาสาสมัคร ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมชุมชนหากได้รับโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 

การแก้ปัญหาการกีดกันทางอายุจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของทัศนคติ แต่เกี่ยวพันกับการสร้างระบบสังคมที่ให้คุณค่ากับทุกช่วงวัย รวมถึงการออกแบบนโยบายที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุมากกว่ามองว่าเป็นภาระของสังคม

กล่าวโดยสรุป ผู้สูงอายุคือกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางหลายด้าน ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น ความสามารถในการดูแลตนเองลดลง ทว่าเมืองและระบบบริการสำคัญ ๆ ยังไม่สอดรับกับความต้องการเฉพาะของคนกลุ่มนี้ ความเปราะบางที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขทั้งในระดับสังคมและเมือง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


Contributor