22/05/2026
Healthy Cities
ถอดรหัสนโยบาย เปลี่ยน “ย่าน” สู่ “เมืองสุขภาวะ” โอกาส ความท้าทาย และกลยุทธ์ที่ต้องออกแบบร่วมกัน
ศุภกร มาเม้า
เมื่อ “สุขภาวะ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสาธารณสุข แต่คือคุณภาพชีวิตที่ฝังอยู่ในทุกมิติของเมือง ตั้งแต่พื้นที่สาธารณะ การเดินทาง เศรษฐกิจ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของผู้คน ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ เรามีนโยบายอะไร แต่คือ เราจะทำให้นโยบายนั้นเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ได้อย่างไร
ในวันนี้ The Urbanis ชวนทุกท่านถอดบทเรียนเวทีเสวนาผู้บริหารเมืองภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสนโยบาย เปลี่ยนผ่านย่านสู่เมืองสุขภาวะ” ร่วมกันฉายภาพ “ช่องว่าง” ระหว่างนโยบายระดับชาติ กับการลงมือทำในระดับเมืองและชุมชน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นกลไกที่จะพาเมืองไทยขยับเข้าใกล้คำว่า “ย่านอยู่ดี” มากยิ่งขึ้น
นโยบายที่ดี ต้องเริ่มจาก “คน” ไม่ใช่ “แผน”
คุณนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ชี้ให้เห็นว่าการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะจำเป็นต้องยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนที่เชื่อมโยงนโยบายจากส่วนกลางไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของบริบทในแต่ละพื้นที่ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต ทำให้การดำเนินนโยบายต้องมีความยืดหยุ่น ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันได้ทั้งหมด สสส. จึงมุ่งเน้นการสร้างต้นแบบในพื้นที่ ผ่านการเก็บข้อมูลจากชุมชนและพัฒนาเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การออกแบบแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะ และช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน ในการใช้ข้อมูลเป็นฐานร่วมกัน นโยบายจึงไม่ใช่เพียงกรอบที่ถูกกำหนดจากส่วนกลาง แต่เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกัน ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองสุขภาวะอย่างยั่งยืน
เมืองไม่เหมือนกัน: ทำอย่างไรให้ “นโยบายเดียว” ใช้ได้จริง
ในระดับพื้นที่ ความท้าทายยิ่งชัดเจนขึ้น กรณีของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด คุณเรืองรัตน์ รัตนโภคาสถิต รองนายกเทศมนตรีฯ สะท้อนว่า แม้ท้องถิ่นจะเป็น “ด่านหน้า” ที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด แต่ก็ต้องเผชิญกับความหลากหลายของชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเครื่องมือที่เมืองร้อยเอ็ดใช้คือแนวคิด “3DCP” ซึ่งไม่ใช่แค่โมเดลเชิงเทคนิค แต่เป็น “กรอบคิด” ในการทำงานจริง
- Difference – ยอมรับความต่างของแต่ละชุมชน
- Data – ใช้ข้อมูลเป็นฐานตัดสินใจ
- Direction – มีผู้นำที่เห็นภาพอนาคตร่วม
- Communication – สื่อสารให้คน “เข้าใจและเชื่อมโยง”
- Participation – เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมออกแบบเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมืองไม่ได้พยายามสร้าง “พื้นที่สุขภาวะขนาดใหญ่” เพียงจุดเดียว แต่เลือกกระจายเป็น โหนดย่อย (nodes) ในชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง
นี่คือการออกแบบเมืองในระดับ “ย่าน” ที่เข้าใจชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ผังเมืองบนกระดาษ
เมืองเล็ก ความท้าทายใหญ่: เมื่อโครงสร้างไม่เอื้อ แต่ต้องเดินต่อ
ขณะที่เทศบาลเมืองลำพูน คุณสุทธินี สุริยกุล ณ อยุธยา รองนายกเทศมนตรีฯ พูดถึงอีกด้านหนึ่งของความจริง ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งแรงกดดันจากความคาดหวังของประชาชน และการขาด “ตัวกลางทางความรู้” อย่างสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทำให้การแปลงนโยบายเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่คิด แต่สิ่งที่ลำพูนเลือกทำ ไม่ใช่การรอความพร้อม หากเป็นการสร้าง “กลไก 3 ส่วน” ที่ทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย
- แหล่งทุนและผู้สนับสนุน
- ตัวกลางแปลงองค์ความรู้ (เช่น มหาวิทยาลัย)
- ภาคปฏิบัติในพื้นที่ (ชุมชน)

โดยเฉพาะ “ชุมชน” ที่ถูกวางให้เป็นแกนกลางของการขับเคลื่อน บทบาทของเทศบาลจึงเปลี่ยนจาก “ผู้ลงมือทำ” เป็น ผู้สนับสนุน (facilitator) ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนลุกขึ้นมาคิดและจัดการตนเอง พร้อมกันนั้น การพัฒนายังผูกโยงกับทุนเฉพาะของเมือง เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือการรับมือปัญหาหมอกควัน สะท้อนว่าเมืองสุขภาวะไม่ใช่โมเดลสำเร็จรูป แต่ต้องเติบโตจาก “รากฐานของพื้นที่”
จาก “นโยบาย” สู่ “การเปลี่ยนเมือง”: บทเรียนร่วมที่ชัดขึ้น
เมื่อมองภาพรวมจากทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ นโยบาย เมือง และชุมชน จะเห็นว่าการสร้างเมืองสุขภาวะไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่คือการ “จัดวางความสัมพันธ์ใหม่” ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
บทเรียนสำคัญที่เริ่มชัดขึ้นคือ
- นโยบายต้อง ยืดหยุ่น และเปิดให้พื้นที่ออกแบบเอง
- ข้อมูลต้องเป็น ภาษากลาง ที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน
- เมืองต้องทำหน้าที่เป็น ตัวกลางเชื่อม ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติ
- ชุมชนต้องถูกมองเป็น เจ้าของการเปลี่ยนแปลง
- และความร่วมมือ คือ “โครงสร้างใหม่” ของการพัฒนาเมือง
เมืองสุขภาวะ ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือ “กระบวนการ”
ท้ายที่สุด เมืองสุขภาวะไม่ใช่ภาพฝันของเมืองที่สมบูรณ์แบบ แต่คือกระบวนการที่เมือง “เรียนรู้และปรับตัว” ไปพร้อมกับผู้คน การเปลี่ยนผ่านจาก “ย่าน” สู่ “เมือง” จึงไม่ใช่การขยายขนาด แต่คือการขยาย “ความเข้าใจ” ระหว่างนโยบายกับชีวิตจริง
และบางที คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เราจะสร้างเมืองสุขภาวะได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะทำให้ทุกคนมีส่วนในการสร้างมันได้อย่างไร”
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาย่านสุขภาวะในประเทศไทย กรณีศึกษา ย่านพระโขนง-บางนา ย่านเมืองเก่าร้อยเอ็ด และย่านเมืองเก่าลำพูน จัดโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)