27/01/2026
Healthy Cities

สังคมสูงวัย: ผลกระทบและแนวทางการรับมือ

ปัณณวิชญ์ เถระ สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
 


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไปสู่สังคมสูงวัยส่งผลกระทบทั้งในระดับเมืองและระดับประเทศ บทความนี้ชวนสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งสองระดับอย่างสังเขป พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการรับมือกับสังคมสูงวัยที่มาพร้อมกับความท้าทายหลายด้าน

เมืองหด คือ อะไร?

 ในระดับเมือง ปรากฏการณ์เมืองหดเป็นสัญญาณสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังสูญเสียบทบาทของตนเองในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระดับภูมิภาค ประชากรมีการย้ายเข้าเมืองขนาดใหญ่ไม่ได้มาจากพื้นที่ชนบทตามแนวโน้มเดิมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่เกิดและเติบโตในเมืองขนาดรองลงมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยแรงงานที่เลือกย้ายไปแสวงหาโอกาสในเมืองหลัก (อภิวัฒน์ รัตนวราหะ, 2563) 

เมืองหดจึงเป็นภาพตรงข้ามของเมืองใหญ่ โดยจะมีความหงอยเหงา ตลาดและร้านค้าในห้องแถวตามย่านพาณิชยกรรมที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการบริการในพื้นที่ชนบทรอบเมืองจำนวนมากต้องปิดตัวลง โรงเรียนและสถานประกอบการต่าง ๆ สูญเสียผู้ใช้บริการจนต้องลดขนาดหรือปิดตัว รวมไปถึงการมีบ้านร้างมากยิ่งขึ้นเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น (สุภา ปัทมานันท์, 2565)

ที่มา https://www.ddproperty.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2/%E0%B8%95%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2-63430

ปรากฏการณ์เมืองหดมักเกิดขึ้นพร้อมกับความถดถอยของฐานเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงการที่เมืองใหญ่ขยายตัวและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและดึงดูดประชากรเข้าไป ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเมืองขนาดเล็กไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการ ตัวอย่างของเมืองขนาดเล็กในประเทศไทยที่เริ่มเผชิญภาวะเมืองหด ได้แก่ เมืองพะเยา ชัยนาท พัทลุง รวมถึงเขตเทศบาลหรือพื้นที่ตัวอำเภอในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เมืองขนาดกลางบางแห่ง เช่น นครสวรรค์และลำปาง ก็มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเดียวกัน (อภิวัฒน์ รัตนวราหะ, 2563)

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการคลัง

ในระดับประเทศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการคลัง

ในด้านหนึ่งเมื่อจำนวนประชากรเกิดน้อยทำให้โครงสร้างแรงงานเปลี่ยนไปทั้งอายุเฉลี่ยของแรงงานสูงขึ้น ผู้เกษียณอายุเพิ่มมากขึ้น และอัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่ขาดแรงงานวัยประชากรส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งมีสาเหตุจากการลดลงของกำลังการซื้อและการบริโภคที่มีแนวโน้มเติบโตช้าลง อันเนื่องมาจากระดับสถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีสูง การลงทุนของภาคเอกชนลดลงอันเนื่องมาจากต้นทุนแรงงานสูงขึ้นเพราะแรงงานมีจำนวนน้อยลง (วาราดา ทองจำนงค์ และ จิรันธนิน กมลเลิศ, 2568) 

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าปัจจุบันคุณภาพประชากรของไทยยังคงมีระดับต่ำ โดบพบได้จากการขาดการเผชิญกับข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานและเทคโนโลยีขั้นสูงหรือปัญญาประดิษฐ์ หรือนักเรียนไทยมีผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ที่ลดลงอย่างจ่อเนื่อง (นิศากร กุลธิดาวัฒน์, 2568) 

ที่มา https://www.nationtv.tv/news/378713003

ผลกระทบที่เกิดจากการหดตัวของประชากรประกอบกับความเลวร้ายที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วจึงตอกย้ำให้ไทยขาดขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีระดับภูมิภาค ที่พบได้อย่างชัดเจนเลยคือ ไทยจะไม่สามารถสร้างความเจริญเติบเติบโตได้ทันประเทศเพื่อนบ้านอย่างแล้วอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ในเวลาเดียวกัน เวียดนามที่ในอดีตตามหลังไทยก็กำลังวิ่งแซงในเวลาอีกไม่ช้า (Pakdeesuwan & Wiratsanan, 2025)

ผลกระทบที่สำคัญอีกด้านคือ รัฐมีแนวโน้มที่จะมีภาระทางการคลังใช้จ่ายไปกับเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจุบันที่ผู้คนมีอายุยืนยาวมากกว่าในอดีต (Peter G. Peterson Foundation, 2025) 

งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ หรือค่าใช้จ่ายด้านเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ อันเป็นสวัสดิการของประชาชนนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายภาครัฐอื่น ๆ โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมารายจ่ายในด้านสังคมสงเคราะห์เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 7 ของรายจ่ายรวมในปี พ.ศ. 2554 เป็นร้อยละ 14 ในปี พ.ศ. 2564 

ในทางเดียวกัน มูลค่าเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการระหว่างปี พ.ศ. 2547–2564 ก็เพิ่มขึ้นสูงเช่นกัน ด้วยสองเหตุผลหลักคือ จำนวนผู้มีสิทธิรับเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นและรายจ่ายเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญต่อหัวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (พิทวัส พูนผลกุล และคณะ, 2566) 

ความท้าทายข้างต้นมีลักษณะเหมือนงูกินหาง ในด้านหนึ่งรัฐต้องการเก็บภาษีจำนวนมากเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐก็เก็บภาษีได้น้อยลงอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจหดตัวและแรงงานวัยประชากรที่มีน้อยลง (นิศากร กุลธิดาวัฒน์, 2568) อีกทั้งประชากรกลุ่มนี้หรือแซนวิชเจอเนอเรชันยังมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่แบกรับหน้าที่ในการเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่และลูกมากยิ่งขึ้น (สมชัย จิตสุชน, 2568) ซึ่งหากไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดีในอนาคตประเทศไทยอาจสุ่มเสี่ยงกับการเผชิญกับสถานการณ์ความเปราะบางทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น

การรับมือกับความท้าทาย

หนึ่งในวิธีการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวอาจจะอยู่ที่การลงทุนและเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ หมายถึงการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดีสามารถปฏิบัติหน้าที่ประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2562) 

การลงทุนส่งเสริมสุขภาพ (ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา) จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นด้วยเหตุที่ผู้สูงอายุจะสามารถทำงานได้นานขึ้น มีผลิตภาพสูงขึ้น และอัตราเกษียณก่อนวัยมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การลดอัตราความพิการของผู้สูงอายุร้อยละ 5 จะสามารถลดผลกระทบเชิงลบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวได้ร้อยละ 0.2–0.4 

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุให้ทำงานในเศรษฐกิจดิจิทัลหรือบริการที่มีมูลค่าสูง การปรับเวลาและรูปแบบการทำงานให้เหมาะสม การใช้ประโยชน์จากความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา หรือการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสีเงินที่ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ (มนชยา อุรุยศ, 2568)

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมสุขภาพที่ดีควรเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐมากกว่าการโยนภาระให้กับปัจเจกบุคคล โดยรัฐจำเป็นต้องตระหนักว่าผลกระทบทางสุขภาพเกิดจากปัจจัยกำหนดทางสังคมมากมายซึ่งบางอย่างอยู่นอกเหนือไปจากการควบคุมของประชาชน (World Health Organization, n.d.) และแนวทางส่งเสริมสุขภาพมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การส่งเสริมกิจกรรมชุมชนให้เข้มแข็ง การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล การปรับเปลี่ยนการบริการสุขภาพ (พิมพ์นารา อินต๊ะประเสริฐ, 2564) ในขณะเดียวกัน ปัจเจกบุคคลก็ควรมีหน้าที่ในการดูแลและรักษาสุขภาพตนเองด้วยโดยอาจเลือกแนวคิดที่เวชศาสตร์วิถีชีวิตเป็นแนวทางหนึ่งในการดำเนินชีวิต

สำหรับการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ นโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการชดเชยจำนวนประชากรวัยแรงงานที่มีอยู่น้อยลง ผ่านการส่งเสริมการจ้างงานแรงงานต่างประเทศเพื่อลดปัญหาทางเศรษฐกิจและเพิ่มการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าแรงงานที่มีแนวโน้มความต้องการสูงอย่างแรงงานในภาคบริการและแรงงานที่มีทักษะสูงในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี 

ที่มา https://www.matichon.co.th/foreign/news_3165971

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยควรมีนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมและยั่งยืน เช่น นโยบายวีซ่าระยะยาว การจัดสรรสวัสดิการที่จำเป็นต้องคุณภาพของแรงงานย้ายถิ่น การคุ้มครองสิทธิ์ของแรงงานย้ายถิ่น (ฐิติรัตน์ เดชพรหม, 2566) 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมีการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมด้วยการสร้างระบบสวัสดิการสังคมเพื่อรองรับผู้สูงวัยในอนาคตด้วย ยกตัวอย่างเช่น การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร บำเหน็จบำนาญภาคบังคับที่ออกแบบมาเพื่อแรงงานนอกระบบ การจัดสรรกองทุนประกันสังคมให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการสร้างระบบที่สนับสนุนการออมก่อนเกษียณ

สรุป โครงสร้างประชากรของไทยกำลังเปลี่ยนแปลงจากฐานพีระมิดที่กว้างในวัยเด็กไปสู่ฐานที่แคบลง ส่งผลให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จำนวนวัยแรงงานลดลง การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและภาระการคลังของรัฐ เนื่องจากต้องจัดสวัสดิการและบริการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น พร้อมกันนั้น ระบบสุขภาพและการดูแลระยะยาวต้องรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ครัวเรือนขนาดเล็กและการพึ่งพาตนเองลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีความเปราะบางทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


Contributor