14/01/2026
Healthy Cities
การรับมือสังคมสูงวัยต้องเริ่มที่เมือง
The Urbanis
ปัจจุบันแนวโน้มประชากรทั่วโลกมีอายุยืนยาวขึ้น เนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยี การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ รวมถึงลักษณะวิถีชีวิตที่แตกต่างจากในอดีต ทุกประเทศในโลกกำลังเผชิญกับการเติบโตทั้งในด้านขนาดและสัดส่วนของผู้สูงอายุในประชากรทั้งหมด
ภายใน พ.ศ. 2573 ประชากรโลก 1 ใน 6 จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนใน พ.ศ. 2563 เป็น 1.4 พันล้านคน และภายใน พ.ศ. 2593 ประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็นสองเท่า (2.1 พันล้านคน) นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าระหว่าง พ.ศ. 2563-2593 เป็น 426 ล้านคน (World Health Organization, 2025)

สังคมสูงวัยไทย
ปัจจุบันสังคมไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา โดยพบว่าประเทศไทยมีผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศจำนวน 13,064,929 คน คิดเป็นร้อยละ 20.17 ของประชากรทั้งหมด ตลอดจนมีผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 8,901,145 คน คิดเป็นร้อยละ 14 ของประชากรรวม (ไทยพับลิก้า, 2567)
ไทยเป็นประเทศที่ใช้เวลาไม่ถึง 20 ปีในการเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงวัยไปสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เร็วกว่าหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ จีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ยิ่งกว่านั้นองค์การสหประชาชาติยังได้คาดการณ์ว่าสัดส่วนผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 จนประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดใน พ.ศ. 2572 (ประพันธ์ ลีน้อย, 2567)
การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์สังคมสูงวัยนำมาซึ่งความท้าทายต่อสังคมไทยหลากหลายด้าน เกี่ยวเนื่องกันทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนมีความสัมพันธ์กันทั้งระดับปัจเจก สังคม และประเทศ อันเป็นโจทย์ใหญ่ที่เมืองไทยจำเป็นต้องรับมือและแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ในภาพรวมผู้สูงอายุไทยมีรายได้และเงินออมไม่เพียงพอ ขณะที่การจัดสวัสดิการของภาครัฐที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ปัญหาด้านสุขภาพเป็นอีกหนึ่งความท้าทายทั้งในระดับปัจเจกและระบบสาธารณสุข ผู้สูงอายุบางส่วนต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง ขณะเดียวกันจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศเพิ่มขึ้นตาม

ที่มา:สถิติทางการทะเบียน 2556 – 2566
การรับมือต้องเริ่มที่เมือง
โจทย์ในการรับมือและเตรียมความพร้อมต่อสังคมสูงวัยเป็นประเด็นที่เกินกว่าความสามารถของปัจเจกบุคคลหรือครัวเรือนจะจัดการได้ด้วยตนเอง เนื่องจากความท้าทายต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างทางสังคมโดยรวม ดังนั้น การรับมือกับสังคมสูงวัยจึงต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคม (ศศิพร คุ้มเมือง, 2568)
เมืองจึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญยิ่งในการกำหนดนโยบายหรือทิศทางเพื่อรองรับกับความท้าทายในบริบทสังคมสูงวัยด้วยเหตุผลอย่างน้อยสามประการดังนี้
ประการแรก เมืองคือพื้นที่หลักที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน ในอนาคต แนวโน้มการกระจุกตัวของประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงวัยจำนวนมากจะใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเมืองมากกว่าชนบท โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้สูงอายุในเขตเมืองจะเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า “เมือง” ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวหน้าในการรองรับและปรับตัวต่อความท้าทายของสังคมสูงวัย ทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม การเข้าถึงบริการ และคุณภาพชีวิตของประชากรทุกช่วงวัย
ประการที่สอง เมืองมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและครบครัน ความท้าทายอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์สังคมสูงวัยคือเรื่องสุขภาพ ที่ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจก ครัวเรือน และสังคม
การส่งเสริมสุขภาพที่ดีจึงเป็นวาระสำคัญของเมือง เพราะสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางเศรษฐสังคม การเข้าถึงบริการต่าง ๆ หรือสภาพแวดล้อมของเมือง ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและสุขภาวะของผู้คน (World Health Organization, 2007)
ด้วยเหตุนี้ เมืองจึงจำเป็นต้องสนับสนุนการพัฒนาพฤฒพลัง (active aging) ผ่านการปรับปรุงทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีแก่ผู้สูงวัย รวมถึงประชาชนทุกกลุ่ม องค์การอนามัยโลกได้เสนอแนวทางการพัฒนา “เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย” 8 ประเด็น ประกอบด้วย 1) พื้นที่กลางแจ้งและอาคาร 2) การขนส่ง 3) ที่อยู่อาศัย 4) การมีส่วนร่วมทางสังคม 5) ความเคารพและการมีส่วนร่วมทางสังคม 6) การมีส่วนร่วมของประชาชนและการจ้างงาน 7) การสื่อสารและข้อมูล และ 8) การสนับสนุนชุมชนและบริการด้านสุขภาพ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในรายละเอียด
ประการสุดท้าย เมืองเป็นระบบการบริหารจัดการที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ภายใต้บริบทการกระจายอำนาจของประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ด้วยตนเองอย่างคล่องตัวมากขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้โดยตรง และรับรู้สภาพปัญหา ตลอดจนศักยภาพของชุมชนได้ชัดเจนกว่าองค์กรระดับบน
อปท.จึงเป็นกลไกด่านหน้าในการจัดการความท้าทายทางสังคม โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจบริบทพื้นที่และความร่วมมือจากทุกฝ่าย (ชิดชนก พวงเพ็ชร์, 2567)
เมื่อการรับมือกับสังคมสูงวัยเริ่มต้นที่ระดับเมือง เราจึงสรุปได้ว่าโจทย์ดังกล่าวมิใช่เพียงประเด็นทางประชากรเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของหลายภาคส่วน ตั้งแต่รัฐบาลกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ไปจนถึงประชาชนทุกคน
การขับเคลื่อนให้เมืองเป็นมิตรกับผู้สูงวัยจึงไม่สามารถพึ่งพาภาคส่วนใดเพียงฝ่ายเดียวได้ หากต้องอาศัยความร่วมมือเชิงบูรณาการและความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม โดยแต่ละกลุ่มต้องทำหน้าที่เฉพาะด้านของตนอย่างสอดประสานกัน เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโครงการพัฒนาดัชนีประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองกับสุขภาวะคนเมืองในยุคสังคมสูงวัย จัดโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC-CEUS) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)