05/05/2021
Public Realm

การจัดการปัญหาโควิด-19 ต้องมีฉากทัศน์และภาพอนาคต คุยกับ ผศ.คมกริช ธนะเพทย์ ว่าด้วยเมืองกับโรคระบาด วัคซีน และโรงพยาบาลสนาม

นรวิชญ์ นิธิปัญญา อวิกา สุปินะ
 


การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 ระลอกที่ 3 ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการระบาดกระจายอย่างรวดเร็วเป็นวงกว้างทั่วประเทศ ในช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่าน มีผู้ติดเชื้อรวมกว่าหลายหมื่นคน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเมืองหลายด้าน ทั้งการปรับวิถีชีวิตประจำวัน และสภาพเศรษฐกิจที่จะกลับมาชะงักงันอีกครั้งอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

ผลกระทบอีกด้านที่เด่นในการระบาดระลอกที่ 3 คือ การรับมือด้านสาธารณสุขจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับการระบาดระลอกก่อนหน้า ปัญหาสถานพยาบาลมีจำนวนเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นวันละ 1,000-2,000 คนหรือมากกว่านั้น จึงนำมาสู่การตั้งโรงพยาบาลสนาม ที่กล่าวได้ว่า อาจเป็นความหวังในการจัดการกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตเมือง

เราได้พูดคุยกับ คมกริช ธนเพทย์ ประธานหลักสูตรสถาปัตยกรรมผังเมือง และผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนทัศนะในหลายประเด็น ตั้งแต่ประเด็นการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในพื้นที่เขตเมือง การลดจำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่เขตเมือง รวมไปถึงการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหนึ่งในการอธิบายถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมือง

ปัจจัยและสาเหตุกับจำนวนผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็วในประเทศไทย  

จากที่ติดตามดูสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ในครั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 หรือแม้แต่ระลอกแรกและระลอกที่ 2 พบว่า มีบางช่วงที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากยิ่งขึ้นและลดลงตามจังหวะ (wave) ของการระบาดวิทยา นั่นย่อมมีปัจจัยและเหตุผลเสมอ เช่น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ติดเชื้อจากการท่องเที่ยวและสถานบันเทิงเกิดขึ้นมา ยังไม่รวมกับการตรวจเชิงรุกในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ รวมถึงคลัสเตอร์ตลาดกลางกุ้ง เป็นต้น

เมื่อมองตัวเลขผู้ติดเชื้อตั้งแต่การระบาดระลอกที่ 1-3 พบว่า มีอัตราผู้ติดเชื้อขึ้นลงอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา มีทั้งช่วงเพิ่มขึ้นและลดลงตามสถานการณ์ หากมองการระบาดระลอกแรก มาตรการของภาครัฐที่ประกาศล็อกดาวน์เข้มงวด มีผลทำให้อัตราผู้ติดเชื้อค่อย ๆ ลดลง ส่วนการระบาดในระลอกที่ 2 จากคลัสเตอร์ตลาดกลางกุ้งที่มีการปิดเมืองสมุทรสาคร เริ่มมีสัญญาณที่ว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ที่ระดับ 100 คนต่อวัน ซึ่งในหลายครั้งเป็นการตรวจเชิงรุก จึงเริ่มมีการตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วมีผู้ติดเชื้อมากกว่าที่เราคิด

ด้วยเงื่อนไขระหว่างระบบสาธารณสุขที่มีตัวเลขจำนวนผู้ป่วยเป็นตัวพิจารณา และปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทั้งการเยียวยาและมาตรการต่าง ๆ แต่ความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้มีผู้ติดเชื้อลดลงเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย อีกทั้งต้องไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาพิจารณา ทว่าการระบาดระลอกที่ 3 คลัสเตอร์เกิดจากพื้นที่สถานบันเทิงในเมืองที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น จึงทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาไร้การควบคุม ซึ่งรัฐบาลทราบดีว่าหากมีการควบคุมและขอความร่วมมือจะลดอัตราการติดเชื้อของผู้คนได้เป็นจำนวนมาก         

พื้นที่เมืองกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

สังเกตได้ว่าพื้นที่เมืองมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า โดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล เชียงใหม่ และชลบุรี เป็นต้น ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไทยมิใช่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนหนึ่งเกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล

จากสถิติพบว่า วันที่ 15 – 25 เมษายน 2564 มีจำนวนผู้ติดเชื้อตั้งแต่ประมาณ 1,000 คน จนถึง 2,800 กว่าคนต่อวัน มีอัตราผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มีการออกมาตรการเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ (mobility) ของคน ลดการเดินทางของคน ไม่ได้ห้ามออกจากบ้านแต่ให้ออกจากบ้านน้อยลง บริษัทที่มีผู้ติดเชื้อเริ่มมีการ work from home ซึ่งเป็นการ mobility ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนซึ่งเห็นปัญหาร่วม โดยหวังจะลดการลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้น้อยกว่า 2,000 คนต่อวัน

จากจำนวนผู้ติดเชื้อนับพันคนต่อวัน ครึ่งหนึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นกลุ่มสังคมเมืองในชุมชนเมืองซึ่งมันมีโอกาสของการติดเชื้อได้มาก ทั้งการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อาศัยในพื้นที่ชุมชนแออัดสูง มันมีโอกาสติดเชื้อสูงมากจำนวนผู้ติดเชื้อย่อมมากขึ้น

มาตรการในการลด mobility ที่เรียกได้ว่าเหมาะสม คือ การลดการรวมกลุ่มสังสรรค์ของผู้คนให้น้อยลง แต่ด้วยคลัสเตอร์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นมาก ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าปัจจุบันเชื้อได้มีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ส่วนไหนของเมืองแล้วบ้าง ซึ่งจากตัวเลขสถิติของกราฟตัวสีส้มอาจมีผู้ติดเชื้อรวมหลักแสนคน แบ่งเป็นครึ่งแสนอยู่ในเขตเมืองหรือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อีกครึ่งหนึ่งกระจายตัวไปทั่วประเทศ โรงพยาบาล หรือกระจัดกระจายตามพื้นที่ท้องถิ่นต่าง ๆ

ตัวแปรสำคัญของการจัดการโควิด-19 ในปัจจุบัน

ตัวแปรหนึ่งที่สำคัญก่อนจะมีวัคซีน คือ การแยกตัวผู้ป่วย แล้วไม่ทำให้เกิดผู้ป่วยใหม่ ต้องแยกแบบนี้ เพราะเมื่อมีวัคซีน “วัคซีนไม่ทำให้เกิดผู้ป่วยใหม่ แต่วัคซีนไม่ใช่ตัวรักษา” ตอนนี้คงได้แต่ภาวนาให้ผู้ติดเชื้อมีจำนวนต่อวันลดลงในเร็ววัน

วัคซีนที่คาดว่าจะเข้ามาในเร็ววันนี้ ต้องเข้าใจว่า “วัคซีนจะมาช่วยลดจำนวนคนติดเชื้อ แต่ไม่ได้ช่วยลดคนที่ติดเชื้อและไม่ได้ทำให้คนหาย” ตอนนี้ยังไม่มีการการันตีผลของวัคซีน บางห้องทดลองอาจบอกว่ามีประสิทธิภาพ 97% บางห้องทดลอง 50% ฉีดยาเข้าไปที่สุดแล้วคุณยังมีโอกาสติดเชื้ออยู่ดี

แล้วสิ่งที่การันตีคือ 6 เดือน แต่ว่าหลังจากฉีด 6 เดือน ถ้าคุณมีโอกาสติดเชื้ออีก นโยบายอย่างหนึ่งคือการที่ทำให้เราสามารถผลิตวัคซีนเองภายในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงมีความยั่งยืนพอสมควร ทว่าเราผลิตได้เพียง คือ AstraZeneca แต่ตอนนี้ยังไม่มีการผลิต มีการชื้อวิธีการผลิต ทว่ามันยังคงมีข้อจำกัด

วัคซีนก็ไม่ใช่สิ่งที่การันตีเหมือนกัน เพราะว่าวัคซีนอยู่ในช่วงการทดลองมันก็ต้องไปดูผลของอังกฤษ ซึ่งอังกฤษ อิสราเอล เป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนได้มากที่สุด เราก็ต้องดูว่าเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ไหม และในระยะยาววัคซีนเป็นผลของการป้องกันจริง ๆ หรือไม่ หรือว่าสุดท้ายแล้วเราก็ต้อง monitor ผู้ป่วยอยู่ตลอด คือมันลดการ์ดได้แต่ลดการป้องกันลงไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไทยทำงานช้ากว่าสถานการณ์ไปมากกว่า 1 ก้าว

ภาพ : กรุงเทพมหานคร โดย สำนักประชาสัมพันธ์

การรับมือจำนวนผู้ติดเชื้อ: ความจำเป็นของการตั้งโรงพยาบาลสนาม

ด้วยสถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน ด้วยระบบสาธารณสุขเชื่อได้ว่ารัฐบาลมีความสามารถในการรับมือผู้ป่วยอยู่ที่ 50,000 คน แต่แน่นอนจำนวนผู้ติดเชื้อมีโอกาสมากถึง 100,000 คน บางส่วนอาจรักษาหายดีในช่วง 2-3 สัปดาห์ สามารถรักษาให้หายด้วย “ยาฟาวิพิราเวียร์” และอาจมีภูมิคุ้มกันมากยิ่งขึ้น แต่จำนวนผู้ติดเชื้อที่มากขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่า โดยพื้นฐานเตียงในโรงพยาบาลมันไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นมันจึงต้องทำให้เกิดโรงพยาบาลสนามขึ้นมา

โรงพยาบาลสนามมีความจำเป็นต่อผู้มีอาการป่วย พิสูจน์ได้ว่ามีการตรวจเชื้อว่าพบเป็นผลบวก จึงเป็นกลไกในการเข้าสู่โรงพยาบาลสนาม โดยเฉพาะคนที่มีอาการมากยิ่งขึ้นและยังไม่ได้รับการตรวจเชื้อเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น จนนำมาซึ่งการสูญเสียตามสื่อต่าง ๆ คือ ไม่สามารถไปตรวจได้ ไม่สามารถเข้าระบบการตรวจได้ จึงไม่สามารถเข้าระบบโรงพยาบาลสนาม

ธรรมชาติของโรงพยาบาลสนามจำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบโรงพยาบาลจริง มีการให้ยาแบบโรงพยาบาล หรือถ้าไม่ใช่โรงพยาบาลสนามก็เป็น hospitel คือใช้สถานที่แห่งหนึ่งแล้วทำหน้าที่เหมือนโรงพยาบาล ในกระบวนการคือการให้ยารักษา แต่ถ้าคุณหนัก คุณจะต้องไปอยู่ใน ICU แยกเชื้อ แต่ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลเนี่ย กระบวนการแยกคนที่ไม่มีเชื้อหรือพิสูจน์ได้ว่าไม่มีเชื้อกับคนที่พิสูจน์ได้ว่ามีเชื้อออกจากกันเพราะหน้าที่ของโรงพยาบาลสนามคือเอาคนป่วยแยกออกจากระบบของคนไม่ป่วยกับคนที่พิสูจน์ได้ว่ามีเชื้อแล้วแยกออกมา เพราะฉะนั้นถ้าแยกได้เร็ว ตรวจเชื้อได้เร็ว ในภาพรวมการติดเชื้อจะลดลง

โรงพยาบาลสนามเป็นโรงพยาบาล หมอไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเตียงชั่วคราว หมอก็มีเท่าเดิม บุคลากรทางการแพทย์เท่าเดิม การแพทย์มีเท่าเดิม แล้วทำงานหนักเต็ม capacity ไปแล้ว คุณเพิ่มโรงพยาบาลสนามแต่คุณไม่สามารถเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ได้ตามเตียงกระดาษ ทั้งในมิติของการจัดการ จัดหาอุปกรณ์ จำนวนชุด PPE จำนวนเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ staff ยันบุคลากรทางแพทย์ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตของผู้ป่วย เช่น ภาชนะข้าวของของผู้ป่วยจะมีการจัดการอย่างไร

โรงพยาบาลสนามย่อมต้องอยู่ใน concept ของระบบโรงพยาบาลจริง ๆ โรงพยาบาลสนามที่เห็นในข่าวมันมีระบบที่อยู่ข้างหลังอีก รวมถึงมัน design อาสาสมัคร รับอาสาสมัครเข้าไปในโรงพบาบาลสนาม มันมีเงื่อนไขเหล่านี้มากมายที่ควรมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่การระบาดระลอกที่ 1 อาศัยบทเรียนทั้งภายในและภายนอกประเทศ  แล้วมันก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า “ทำไมรัฐช้าไปก้าวหนึ่ง” ตั้งแต่กระบวนการการคัดกรอง

สิ่งที่ตามมาก็คือว่า “ทำไมกระบวนการการตัดสินใจของรัฐไม่มีการวางแผน อย่าเรียกว่าวางแผนเลย ก่อนที่จะวางแผน คือมันต้องเห็นภาพอนาคตก่อน ภาพอนาคตมีความเป็นไปได้ตรงไหน”

ปัญหานโยบายกับการบริหารที่ไม่ชัดเจนสู่การจัดการบริหารโควิด-19

หากอนาคตทั้งปัจจัยของโอกาสการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 แล้วหากอัตราผู้ติดเชื้อต่อวันมีจำนวนไม่ลดลงในอีก 3 เดือนข้างหน้า อาจมีผู้ติดเชื้อนับแสนคน นโยบายของโรงพยาบาลสนามที่มีอยู่ในปัจจุบันจะไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องมีการค้นหาว่ามีสนามกีฬา โรงยิมเพียงพอหรือไม่ พื้นที่สถาบันอุดมศึกษาสามารถตั้งโรงพยาบาลสนามได้หรือไม่ อีกทั้งการจัดตั้งพื้นที่การคัดกรอง หรือแม้แต่สัปเหร่อในการเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการผู้สูญเสียที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต อาจไม่เพียงพอ ถึงแม้จะหดหู่แต่มันเป็นความจริง หากถามว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะนำมาสู่ระดับนี้

          1. การรับมือของรัฐบาลที่ช้าเกินไป 1 ก้าว ไม่ทันการ ไม่มีมาตรการป้องกัน เตรียมรับและเยียวยา         
          2. พฤติกรรมปกติของผู้คนในสังคม         
          3. มาตรการควบคุมสถานการณ์ที่ออกมาช้าเกินไป

ในการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้ฉากทัศน์ (scenario) กับ ภาพอนาคต วิธีการมองฉากทัศน์นี้มันเกิดว่า เกิดขึ้นจากปัจจัยอะไรบ้าง ฐานก็คือมันมีการแพร่ระบาดในวงกว้าง ในพื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่น แต่ถ้าเทียบตัวเลขมันยังไม่น่าตกใจ อันนี้คือเรื่องที่น่าอันตราย ก็คือถ้าเทียบกรุงเทพฯ ประชากร 6 ล้าน 8 ล้าน ปริมณฑลรวมแล้วอาจแตะ 12 ล้าน แต่เทียบตัวเลขการติดเชื้อต่อวัน ครึ่งหนึ่งเป็นหลักพันเอง

สิ่งที่ตกใจคือถ้าตัวเลขพุ่งไปวันละ 3,000 หรือ 4,000 คนต่อวัน แล้วดันมีเชื้อเกิดการดื้อยาขึ้นมา และจะรอหวังพึ่งวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ แล้วต้องส่งมาจากต่างประเทศด้วย สัปเหร่อไม่พอ มันหมายความว่าตอนนี้อัตราการตายอยู่ที่ 0.24 แต่เป็นอัตราการตายที่ 0.24 เพราะว่าคนมันสามารถเข้าโรงพยาบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสนาม มีการรับยา มีการดูแลสุขภาพผ่านระบบสาธารณสุขที่ดี ไม่มีการกระจายของการติดเชื้อมีการควบคุมอยู่ 0.24 แต่ภาพของสัปเหร่อไม่พอที่มันเกิดขึ้นแล้วทั้งในเมืองใหญ่แบบนิวยอร์ก ก่อนหน้าที่จะต้องเอาศพไปแช่แข็งไว้แล้วรอการเผา ที่อินเดียมันเกิดขึ้นแล้วก็คือเผากันกลางแจ้ง ฝรั่งเองคือเผาก่อนแล้วต้องไปฝัง

ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะว่าถ้าเกิดคุณไม่สามารถเอาคนเข้าระบบโรงพยาบาลได้ ICU เพิ่มไม่ได้แน่ ๆ เพราะอัตราการตายมันจะสูงขึ้น สิ่งที่มันเป็นภาพอนาคต มันบอกว่ามันจะมีแต่สิ่งดีขึ้นแล้วถ้ามันไม่อยากให้เกิดสิ่งนี้คุณจะต้องวางแผนในการรองรับอย่างไรบ้าง กลไกแบบนี้ไม่อยู่ในกลไกของรัฐ เพราะถ้าอยู่มันต้องไม่ช้าไปก้าวหนึ่ง สิ่งที่ชัวร์คือคิดถึง scenario ที่มันเป็น worse case บ้าง แล้วทำแผนยุทธศาสตร์รองรับ ซึ่งเป็นการเผชิญสถานการณ์ covid-19 มันเป็นการทำงานแข่งกับเวลา 

ถ้าชีวิตพวกเราในอีก 1 เดือนข้างหน้า หวังเพิ่งวัคซีนแต่วัคซีนไม่เข้ามา แล้วเรามีแผนอย่างไรต่อในการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาด มันจึงจำเป็นต้องมีการภาพอนาคตไว้แล้ว ยิ่งสถานการณ์เป็นแบบนี้ มีโอกาสเสียหายยิ่งกว่าการล็อกดาวน์

ระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศจากความเจ็บปวดเป็นการสูญเสียยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะฉะนั้นด้านหนึ่ง โรงพยาบาลสนามอาจจะไม่เหมาะก็ได้ แล้วถ้าเกิดคนต้องกักตัวที่บ้านมีมาตรการอย่างไรบ้าง คุณมีสิทธิ์ป่วย ผมมีสิทธิ์ป่วยที่บ้านแล้วให้คนตื่นตระหนกอยู่ที่บ้านแล้วจะทำอย่างไร ที่จีน อังกฤษ เขากักตัวที่บ้าน สัญญาณมันก็ขึ้นตามกราฟอย่างที่เห็น แล้วกราฟนี้ผมก็ไม่ได้เขียนเพื่อโจมตีรัฐบาล แต่ว่าเกิดจากการวิเคราะห์ของภาคเอกชนของธนาคารกรุงศรีเพื่อจะทำนายเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้ยังเป็นสีส้มอยู่ ก็ภาวนาให้เป็นสีส้ม นี่คือ best case ที่เกิดขึ้นคือสีส้ม

ภาพ : กรุงเทพมหานคร โดย สำนักการประชาสัมพันธ์

บทสนทนากับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คมกริช ธนเพทย์ ทำให้ทราบว่า การระบาดของโควิด-19 มีความสัมพันธ์กับพื้นที่เมืองตั้งแต่การระบาดระลอกที่ 1 และ 2 ในการระบาดระลอกที่ 3 เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วด้วยวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่การจัดการบริหารของรัฐบาลที่มีความล่าช้า มีความบกพร่องในเรื่องความชัดเจน ยิ่งทำให้การแพร่ระบาดเกิดอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ยิ่งมีการตรวจเชื้อที่ล่าช้า ยิ่งทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น อีกทั้งระบบของโรงพยาบาลสนาม ที่อาจเกิดปัญหามากมายในมิติของระบบการจัดการ แต่การมิได้มองถึงอนาคตยิ่งทำให้การบริหารจัดการมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความสูญเสียของประชาชน


Contributor