20/12/2019
Insight

พื้นที่นอกบ้าน กรุงเทพฯ กับ 22% แห่งโอกาส

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้


พื้นที่นอกบ้าน กรุงเทพฯ กับ 22% แห่งโอกาส

เคยถามตัวเองไหมว่า – ในแต่ละวันๆ ที่เราอยู่ในกรุงเทพฯ นั้น เรา ‘ใช้ชีวิตนอกบ้าน’ กันที่ไหนบ้าง

นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นในงาน “ปักเปลี่ยนเมือง” หรือ Pin Your Point, Point Your Pain ซึ่งจัดขึ้นโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์ด้านยุทธศาสตร์เมือง (CE.US) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ และแผนงานบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม คนไทย 4.0

คำถามนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสังเกตการณ์และขับเคลื่อนเมือง เป็นคำถามง่ายๆ ว่า “คุณใช้ชีวิตนอกบ้านที่ไหนบ้างในแต่ละวัน” แต่เชื่อไหมว่า ถ้าลองครุ่นคิดพิจารณากันดีๆ คำถามนี้สามารถบอกเราได้ชัดเจนเลยว่า ‘ความเป็นเมือง’ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราอย่างไรบ้าง

ทำไมเราต้องใช้ชีวิตนอกบ้าน

ที่จริงแล้ว เราใช้ชีวิตอยู่ ‘นอกบ้าน’ มากกว่าครึ่งหนึ่ง 

และเมื่ออยู่ ‘นอกบ้าน’ ก็แปลว่าเราอยู่ ‘ในเมือง’ ซึ่งเมืองในที่นี้ก็คือกรุงเทพฯ นี่เอง

คำถามก็คือ ‘ความเป็นเมืองแบบกรุงเทพฯ’ ส่งผลให้การใช้ชีวิตนอกบ้านของเราเป็นอย่างไรบ้าง

คุณอาจจำเป็นต้องใช้ชีวิตนอกบ้านมาก เพราะต้องเดินทางออกไปทำงานในเมือง แต่บ้านอยู่ชานเมือง จึงใช้ชีวิตช่วงเช้าเย็นหลายชั่วโมงอยู่บนรถยนต์หรือรถสาธารณะ ใช้เวลาไปกับการเดินทาง 

เราจะเห็นว่า บางคนมีความจำเป็นที่ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เพราะไม่มีทางเลือก ต้องเดินทาง ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มีความ “โหยหาพื้นที่นอกบ้าน” เพราะความคับเเคบของพื้นที่ในบ้านหรือที่พักอาศัยที่นับวันยิ่งหดเล็กลงเรื่อยๆ

จากการเรียกที่อยู่อาศัยว่า ‘บ้าน’ เดี๋ยวนี้หลายคนเรียกว่า ‘ห้อง’ เพราะขนาดของที่อยู่อาศัยเล็กลงกว่าเดิมมาก กิจกรรมที่พอจะทำได้ในห้องพักของเราในเมือง แทบจะคือการนอนเท่านั้น เข้าไปในห้องจะมีเตียงนอนและเหลือพื้นที่ว่างอีกนิดหน่อย 

ในบางประเทศหรือบางเมืองที่มีความหนาแน่นและแออัดของประชากรเมืองอยู่มาก ที่อยู่อาศัยถูกบีบให้เล็กลงพอๆกับ พื้นที่ขนาดเท่า ห้องนอนแบบแคปซูลเท่านั้น ภาพประกอบในบทความ ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน” ของ National Geographic ฉบับภาษาไทย ทำให้เห็นสภาพห้องนอนขนาด 6×3 ฟุตในฮ่องกง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงโหยหาและต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน

ขอบคุณภาพจาก Nation Geographic ฉบับภาษาไทย

เพราะชีวิตเมือง ไม่ได้มีแค่ เตียง กับโต๊ะ

นอกเหนือจากกิจกรรมจำเป็นที่ต้องทำในชีวิตคนเมือง อย่างการทำงาน การเรียน และการนอน ซึ่งใช้พื้นที่บ้านและที่ทำงานแล้ว มนุษย์เมืองอย่างเราๆ ยังต้องการกิจกรรมอย่างอื่นอีก ที่ไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของเมือง

กิจกรรมนอกบ้านอาจจะหลากหลายมากๆ ตั้งแต่ การดูนก ตกปลา พาหมาไปเดินเล่น จนถึงการจีบกัน หรือแม้แต่ขอแต่งงาน โดย กิจกรรมนอกบ้านของคนเมือง นั้นเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเอื้ออำนวยของพื้นที่ในเมือง

ถนนหนทาง

สิ่งแรกที่เจอหลังจากออกมาจากพื้นที่ส่วนตัวหรือบ้านของเรา นั่นคือ ถนนหนทางในเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่นอกบ้านและยังมีนิยามว่าเป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองมาตั้งแต่ในยุคกลางแล้ว

ในการชี้วัดการพัฒนาเมืองหรือดัชนีชี้วัดคุณภาพการเดินทางเคลื่อนที่ของคนในเมือง ถนนเป็นตัวชี้วัดหนึ่งถึงศักยภาพในการเชื่อมต่อและเข้าถึงส่วนต่างๆ ของเมือง 

โดยมาตรฐานทั่วไป เมืองควรมีสัดส่วนพื้นที่ถนนต่อพื้นที่เมืองไม่น้อยกว่า 20-25% หลายเมืองจึงใช้เกณฑ์มาตรฐานของสัดส่วนพื้นที่ถนนต่อพื้นที่เมืองเป็นตัวชี้วัดคุณภาพเมืองด้านโครงสร้างสัณฐานเมือง เพราะนอกจากถนนจะเป็นพื้นที่สำหรับการสัญจรด้วยรถยนต์แล้ว พื้นที่ถนนในที่นี้ยังหมายรวมถึงพื้นที่ในส่วนเขตทางทั้งหมด อันประกอบไปด้วยพื้นผิวจราจรและพื้นผิวทางเท้า ซึ่งถือเป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองอีกด้วย

การวิเคราะห์ในเชิงพื้นที่และคำนวณพื้นที่ถนนในกรุงเทพมหานคร ทำให้เราทราบว่าสัดส่วนพื้นที่ถนนในกรุงเทพมหานครเมื่อเทียบกับพื้นที่เมืองกรุงเทพมีเพียง 7% เท่านั้น

นอกจากเรื่องพื้นที่ถนนที่ใช้เป็นทางสัญจรโดยรถแล้ว อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญมากกว่านั้นคือ พื้นที่ทางเท้า มีนักคิดเรื่องเมืองอย่าง เจน เจคอปส์ กล่าวไว้ว่า หากจะดูว่าเมืองไหนเป็นอย่างไร ให้ดูที่ทางเท้า

ในกรุงเทพมหานคร จากผลการสำรวจของโครงการเมืองเดินได้เมืองเดินดี ในปี 2557 พบว่าค่าเฉลี่ยของทางเท้าในกรุงเทพมหานครมีความกว้างเฉลี่ยอยู่ที่ 1.75 เมตร เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนพื้นที่ทางเท้าจะพบว่ามีสัดส่วนทางเท้าเพียง 5% ของพื้นที่ถนนทั้งหมดเท่านั้น

นอกจากเมืองเราจะมีถนนและทางเท้าเพียงน้อยนิดแล้ว ถนนเกือบครึ่งหนึ่ง (45%) ยังเป็นถนนที่เรียกว่า “ซอยตัน” อีกด้วย 

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหนึ่งของการจราจรที่คับคั่งในบางเส้นทางที่มีกลุ่มซอยตันเกาะอยู่จำนวนมากเช่น ถนนลาดพร้าว ถนนรามคำแหง เป็นต้น

นอกจากถนนแล้วในเมืองกรุงเทพยังมีพื้นที่นอกบ้านอีกแบบที่เรามักพบเจอโดยง่าย นั่นคือ พื้นที่คลองและเเม่น้ำ

คลองและแม่น้ำ

กรุงเทพฯ เป็นเมืองฐานน้ำ อันนี้เรารู้กันมานานมากแล้ว แต่เมืองฐานน้ำนี้ทำให้หน้าตาของพื้นที่นอกบ้านของกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรกัน

อย่างเเรกที่เมืองฐานน้ำมีผลอย่างยิ่ง คือ ระบบคูคลอง ที่เดิมเป็นคลองเชื่อมจากแม่น้ำเข้าสู่เรือกสวน ไร่นา พอพัฒนาการของเมืองเปลี่ยนจากฐานน้ำมาเป็นถนน เราก็สร้างถนนขนาบลำคลอง การพัฒนาถนนตามแนวคลองเช่นนี้ ทำให้กลายเป็นรูปแบบโครงข่ายถนนซอยลึกปลายตัน ดังที่กล่าวในประเด็นเเรก

นอกจากนี้แล้ว ด้วยความที่พื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของ และส่วนใหญ่เป็นเอกชน ทำให้พื้นที่ว่างริมน้ำหรือที่เรียกกันแบบสวยหรูหน่อยว่า “พื้นที่ริมน้ำ” ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยเสรี

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานกรุงธนบุรีถึงสะพานกรุงเทพ พบว่าพื้นที่กว่าร้อยละ 64% เป็นพื้นที่เอกชน

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาด้านความสมารถในการเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำแล้ว พบว่า มีพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 15% เท่านั้นที่สมารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของสภาพของพื้นที่นอกบ้านในเมืองของเราที่เห็นกันอย่างชินตา แต่พื้นที่นอกบ้านของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียง ถนน และ คลองเท่านั้น

พื้นที่นอกบ้านอื่นๆ ของเมือง

ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี 2556 ของ UddC พบว่า คนส่วนใหญ่ออกนอกบ้านเพื่อไปยังสถานที่อื่นๆ คือ กว่า 43% ออกนอกบ้านเพื่อไปจับจ่ายใช้สอย ทั้งการอุปโภคและบริโภค เช่นไปตลาด ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ  หรือห้างสรรพสินค้า อีก 26% ออกนอกบ้านเพื่อไปขึ้นระบบขนส่งสาธาณณะ และ 17% ออกนอกบ้านเพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจ กิจกรรมนันทนาการ ไปสวนสาธารณะ สวนสนุกในเมือง

รวมไปถึงพื้นที่สาธารณูปการพื้นฐานของเมือง อาทิ สถานศึกษา ศาสนสถาน โรงพยาบาล สุสาน ตลอดจนพื้นที่สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ นอกจากนี้ยังรวมถึงห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ และสนามกีฬา อีกด้วย

22% แห่งโอกาสในการสร้างพื้นที่ (สาธารณะ) นอกบ้าน

จากข้อมูลข้างต้น พอจะอนุมานพื้นที่นอกบ้านออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ นั่นคือ

1. พื้นที่ถนนและทางเท้า
2. พื้นที่แม่น้ำลำคลอง
3. กลุ่มพื้นที่นอกบ้านอื่นๆ

ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 22% ของพื้นที่เมืองกรุงเทพฯ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถนนหนทางและทางเท้ารวม 7% พื้นที่แม่น้ำลำคลอง 8% และพื้นที่นอกบ้านอื่นๆ อีก 7% 

พื้นที่นอกบ้านเหล่านี้อาจเป็นพื้นที่แห่งทุกข์ของคนเมืองก็ได้ หรือจะเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของการพัฒนาเมืองก็ได้เช่นกัน หากมีการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงและพลิกฟื้นพื้นที่นอกบ้านกว่า 22% นี้ให้เป็นโอกาสใหม่ในการสร้างพื้นที่สาธารณะนอกบ้าน ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดีขึ้นได้

พื้นที่นอกบ้านกำลังกลายพันธ์ุ

แนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่นอกบ้านที่ยังใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการเปลี่ยนพื้นที่ทิ้งร้างและพื้นที่ศักยภาพนอกบ้านของเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่สาธาณระ และนันทนาการสำหรับผู้คนในเมือง

มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งาน เพิ่มอรรถประโยชน์การใช้งานที่หลากหลาย และใช้การออกแบบในการสร้างการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เหล่านั้น

ตัวอย่างการปรับเปลี่ยนและผลักดันพื้นที่สาธารณะกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เราเห็นทั้งที่เป็ฯทางการและเป็นแบบไม่เป็นทางการ อาทิ 

จากพื้นที่บุกรุก สู่ทางเดินเท้าริมคลอง

เป็นการพลิกฟื้นพื้นที่ริมคลองจากการบุกรุกและใช้ประโยชน์ไม่สมประโยชน์ พัฒนาเป็นทางเดินริมคลองในย่านคลองโอ่งอ่าง หรือที่รู้จักกันในย่านสะพานเหล็ก

คลองโอ่งอ่าง หรือย่านสะพานเหล็ก ซึ่งเดิมเป็นคลองขุดตั้งแต่สมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เชื่อมต่อกับคลองบางลำพูตรงสะพานผ่านฟ้า สิ้นสุดที่เชิงสะพานพระปกเกล้า ก่อนจะไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา ภายหลังมีการรุกล้ำแนวคลอง กลายเป็นพื้นที่ค้าขายของเล่นและเครื่องเกมต่างๆ ในชนิดที่ว่าแทบไม่มีใครรู้ว่าสภาพก่อนหน้านี้เคยเป็นคลองมาก่อน

กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการจัดระเบียบ ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามในพื้นที่บริเวณริมคลองโอ่งอ่าง แม้จะมีเสียง และกระแสต่อต้านถึงผลกระทบโดยตรงของชาวบ้าน และชุมชนที่รุกล้ำแนวคลอง แต่หลังจากการพัฒนาและปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธาณระ ทางเดินริมคลอง และเริ่มมีความร่มรื่น และชีวิตแนวริมคลองร่วมกับทางเดินเท้าและทางจักรยานเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

นี่เป็นต้วอย่างพื้นที่สาธาณณะกลายพันธ์ุอีกหนึ่งพื้นที่ของกรุงเทพฯ

จากโครงสร้างเปลี่ยว สู่สะพานเดินจักรยาน

หลายคนอาจไม่เคยทราบว่า ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ระหว่างสวนลุมพินี เขตปทุมวัน และ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย มีโครงสร้างสะพานที่เชื่อมระหว่าง 2 สวนนี้ แม้ทางลอยฟ้าแห่งนี้ได้อำนวยความสะดวกและทำหน้าที่เชื่อมเส้นทางเดินและจักรยานผ่านหลังคาบ้านเรือนนับร้อย ผ่านคลองสำคัญ ศาสนสถานรวมถึงชุมชนที่มีคุณค่าเก่าแก่มากมาย

แม้จะมีการใช้งานของชุมชนในเวลาเช้าตรู่ แต่แทบไม่มีการใช้งานหรือถูกหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางในช่วงวันเนื่องจากความร้อนระอุของเมืองร้อน ไร้ซึ่งร่มเงา หรือโครงสร้างกันแดดกันฝน และความอันตราย ซึ่งกลายเป็นแหล่งมิจฉาชีพเนื่องจากแสงไฟที่ริบหรี่จากเสาไฟห่าง และทางเข้าออกของเส้นทางที่อยู่ห่างกันจนเกินต่อการหลีกภัย และมีทางเข้า-ออกเพียง 6 จุด ยิ่งส่งผลให้เส้นทางแห่งนี้สามารถพลิกตัวเป็นกับดักโจรได้โดยง่าย!

สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) จึงได้ศึกษาสำรวจพื้นที่ทางจักรยานลอยฟ้า และทำกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้ใช้งานพื้นที่ โดยเสนอการออกแบบทางภูมิทัศน์ และการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่ง โครงสร้างกันแดดกันฝน พืชพรรณ ที่ไม่ได้เป็นเพียงมาตรฐาน แต่ต้องให้อะไรที่มากกว่าความสวยงาม และตอบรับกับความต้องการและรูปแบบวิถีชีวิตของกลุ่มคนโดยรอบทำให้เกิดการเชื่อมต่อในหลากมิติ ในเชิงกายภายที่จะเชื่อมทางจักรยานนี้เข้ากับเนื้อเมืองบริเวณโดยรอบอย่างไร้รอยต่อ (Urban Connector)

ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นจริงในกลางปี 2563 นี้

จากสะพานด้วน สู่สวนลอยฟ้า

ตัวอย่างที่น่าสนใจของพื้นที่สาธาณระกลายพันธุ์นี้ คือการเปลี่ยนจากโครงสร้างทิ้งร้างของเมือง สู่การพัฒนาเป็นสวนและทางเดินลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของกรุงเทพและเป็นสวยลอยฟ้า/ลอยน้ำแห่งเเรกของประเทศไทย

โครงการพระปกเกล้าสกายพาร์ค หรือเรียกติดปากกันว่า “สะพานด้วน” จากเดิมที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับโครงการรถไฟฟ้าลาวาลินในอดีตที่ถูกยกเลิกไป ทำให้สะพานแห่งนี้ถูกทิ้งร้างร่วม 30 ปี 

เป็นความร่วมมือกันระหว่างสำนักผังเมือง กทม. กรมทางหลวงชนบท และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) โดยปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้เป็นทั้งพื้นที่ทำกิจกรรม พื้นที่สำหรับพักผ่อน และโครงข่ายพื้นที่สีเขียวเชื่อม 2 สวนสาธารณะริมสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน และนับเป็นโครงการทางเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกที่ให้ความสำคัญกับคนเดินเป็นลำดับแรก ถึงแม้ว่าจะพระปกเกล้าสกายพาร์ค จะไม่ใช่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ และมีความยาวเพียง 280 เมตร แต่ถือเป็นต้นแบบของการปรับปรุงพื้นที่รกร้างของเมืองให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคนได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าน่าจะเเล้วเสร็จภายในปลายเดือนมีนาคม 2563 เราจะมีสวนลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกให้ได้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านกัน

กิจกรรมในโครงการ ปักเปลี่ยนเมือง คงเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้เราในฐานะของคนเมืองกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่อาศัย หรือผู้เข้ามาใช้บริการ มาทำงาน มาเที่ยวเล่น หรือพักผ่อน ได้มีโอกาสนึกถึงพื้นที่นอกบ้านในเมืองที่สามารถเข้าไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายให้เกิดขึ้นจริงได้

ท้ายที่สุดนี้ พื้นที่นอกบ้านที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดในปัจจุบัน จะเป็นพื้นที่ 22% แห่งโอกาสของเมืองได้ไหม ก็ขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการสร้างพื้นที่หรือแพลทฟอร์มแบบเปิดของพลเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม ไปด้วยกัน

เพื่อให้ 22% ของพื้นที่ ‘นอกบ้าน’ กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขร่วมของพวกเราทุกคน

อ้างอิง
ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”, National Geographic ฉบับภาษาไทย
มหานครซอยตัน, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami