โลกสีเขียวใบจิ๋ว (แต่แจ๋ว) กลางกรุงฯ ของคำ ผกา


เมื่อพูดถึงชื่อ คำ ผกา หรือ แขก – ลักขณา ปันวิชัย เราอาจจะมองเห็นเธอสวมบทบาทของนักเขียนหรือจับไมค์วาดฝีปากเป็นพิธีกรอยู่เสมอ คงมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเธอยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่หากเราไม่ไปหาเธอถึงที่บ้าน ก็คงไม่มีทางรู้เช่นกัน

‘Urban farmer’ คือคำที่เรานิยามให้คำ ผกา หลังจากได้เห็นสวนเล็กๆ บริเวณหน้าบ้านของเธอ ใครจะไปคิดว่าภายในพื้นที่หน้าทาวน์โฮมแค่ประมาณ 7 – 10 ตารางเมตร กลางกรุงเทพฯ เช่นนี้จะสามารถปลูกต้นอะไรต่อมิอะไรได้มากมายตั้งแต่ไม้ประดับยันผักสวนครัว!

01 ปลูกต้นไม้คือการหา survivor

“เราไม่จำเป็นต้องปลูกแยก ในพื้นที่กระจุกหนึ่งเราสามารถปลูกต้นไม้ได้ 5-6 พันธุ์”

คำ ผกาบอกกับเราก่อนจะแนะนำพืชพรรณแต่ละชนิดให้รู้จักคร่าวๆ ตั้งแต่ ใบอ่อมแซ่บ (เธอบอกว่ารสชาติเหมือนตำลึง) ใบย่านาง ผักไชยา วอเทอร์เครส ตำลึง ตะไคร้ เสาวรส ใบเตย อัญชัน ไทม์ ต้นกล้วย ไปจนถึงไม้ประดับอีกบางส่วน เช่น กุหลาบ พิกุล พะยับหมอก ฯลฯ

“กระถางหนึ่งอันพี่ก็ปลูกมันรวมไว้ทุกอย่าง มีกระเจี๊ยบ มีพิกุล มีพริก” สำหรับคำ ผกา เธอไม่ได้มองว่าการปลูกต้นไม้ให้เบียดๆ กัน ในพื้นที่เล็กๆ เช่นนี้จะเป็นปัญหา แต่กลับกลายเป็นการเรียนรู้ 

“พี่ว่ามันเหมือนเราเรียนรู้ไปพร้อมกัน เราลองผิดลองถูก แล้วเราก็ปล่อยให้เขา survive ด้วยตัวเอง”

“แล้วอย่างนี้มันจะแย่งกันโตไหมคะ” เราถาม

“พี่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าต้นไม้มันขี้เหงา เพราะว่าต้นไม้มันชอบอยู่ใกล้ๆ กัน มันดูแลกันเอง บางต้นชอบแดดมาก บางต้นชอบแดดน้อย แล้วท้ายที่สุดต้นไม้ที่เราปลูกหลายๆ ชนิดปนๆ กัน มันก็จะแหวกว่ายหาจุดที่เหมาะสมของตัวมันเอง”

“พี่แขกไม่กลัวต้นไม้ตายเหรอคะ มีวิธีดูแลยังไงบ้าง” เราถามต่อ

“จริงๆ แล้วพี่เป็นคนปลูกต้นไม้ที่หยาบคายมากเลยนะ พี่จะเป็นพวกที่เอากิ่งวางๆ แล้วก็เอาเท้าเหยียบๆ คือไม่มีพิถีพิถันเลย” คำ ผกาตอบพร้อมหัวเราะ

“ส่วนวิธีดูแลคือรดน้ำอย่างเดียวเลย แล้วก็ปล่อยตามยถากรรม พี่เป็นคนปลูกต้นไม้แบบใครเข้มแข็งคนนั้นรอด ถ้าตายก็ตาย ถ้าตายก็ปลูกใหม่ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่” 

เธอยังบอกอีกว่ามีหลายคนที่ปลูกต้นไม้แล้วกลัวต้นไม้ตาย แต่สำหรับเธอ ถึงแม้ต้นไม้จะตาย แต่มันก็ต้องย่อยสลายเป็นปุ๋ย ซึ่งก็ให้ประโยชน์แก่ต้นไม้ต้นอื่นๆ ต่อไปอยู่ดี คำ ผกาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าแม้พื้นที่จะเล็กแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำสวนของคนกรุงเลยแม้แต่น้อย

02 เมื่อโลกสีเขียวเริ่มเดินทาง

คำ ผกา เล่าว่าก่อนที่พื้นที่หน้าทาวน์โฮมเล็กๆ จะกลายมาเป็นสวนครัวแบบทุกวันนี้ ต้นไม้ที่โครงการปลูกไว้ให้ก่อนหน้านี้คือพวกต้นข่อย ต้นลั่นทม ต้นเข็ม ซึ่งเป็นไม้ประดับที่ดูแลง่าย ตายยาก แต่เธอกลับรู้สึกว่ายังมีผักที่เธอต้องใช้ในชีวิตประจำวันหลายอย่าง เพราะพืชผักบางชนิดที่ซื้อมา มักจะมีครึ่งหนึ่งที่ใช้ไม่หมดและถูกปล่อยเน่าอยู่ในตู้เย็นเสมอ การเดินทางของโลกสีเขียวใบจิ๋วจึงเริ่มขึ้น…

“พี่เป็นคนบ้านนอก ไม่ค่อยซื้ออะไรจากตลาดอยู่แล้ว เราจะไม่กินอะไรที่ในสวนเราไม่มี เช่น พริกขี้หนู พอมาอยู่กรุงเทพพี่ก็คิดว่าของพวกนี้มันเป็นสิ่งที่เราปลูกกินได้เอง”

“แต่เราต้องทำใจว่าสิ่งที่เราปลูกเองมันจะเล็ก มันจะไม่ได้อวบเต่งตึงเหมือนของในตลาด อย่างพี่ปลูกขิงเอง ขิงพี่ก็จะหัวเล็กแค่เนี้ย (เธอยกนิ้วก้อยขึ้นมา) แต่เราเอามาทำอาหารได้จริงๆ”

แต่กระนั้นแล้วก็ใช่ว่าเธอจะไม่พึ่งพาผักจากตลาดเลย อย่างน้อยการปลูกสิ่งที่กินได้ก็ทำให้มีของอร่อยกิน เธอบอกเราพร้อมหัวเราะ

ยกตัวอย่างเช่น ขิง ข่า และขมิ้น ผักพวกนี้ปลูกง่ายมาก ถ้าซื้อมาแล้วใช้ไม่หมด ก็แค่เอาวางบนดินแล้วหมั่นรดน้ำ ไม่ต้องขุด ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรเยอะ ใบขิง ข่า และขมิ้น ก็จะงอกงามแตกใบขึ้นมาเอง และที่น่าสนใจคือ บางคนอาจจะยังเข้าใจว่าสำหรับขิง ข่า และขมิ้น เราสามารถกินได้แค่เพียงส่วนรากของมันเท่านั้น ทว่าจริงๆ แล้วใบขิง ข่า และขมิ้นก็สามารถเอาไปปรุงอาหารได้เช่นกัน

“พี่แขกเป็นคนทำกับข้าว เพราะฉะนั้นเวลามันมีใบไม้ให้เราเอามาทำพร็อพในการทำอาหาร เช่น ใบเตยเป็นไม้ประดับที่สวยและปลูกง่ายมากก ไม่ต้องลงแรงอะไรเลย แค่ซื้อต้นใบเตยมาแทบจะไม่ต้องฝังดินเลยนะ ใบเตยรากเขาจะไม่ลงดิน แต่จะเป็นรากแนวนอน เราก็แค่เอาต้นใบเตยมาวางนอน ๆ กับดินแล้วเอาหินทับแค่นี้ก็ขึ้นแล้ว เอามาต้มน้ำกินก็อร่อย แล้วมันเป็นสิ่งที่ใบสองใบ เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปซื้อที่ตลาด”

03 seek for seeds 

“เวลาพี่ไปที่ไหนตาพี่ก็จะสแกนหาของกินตามข้างทาง”

จะมีสักกี่คนที่หอบหิ้วเมล็ดพันธุ์จากข้างทางกลับมาปลูกและวางแผนเพาะพันธุ์ต่อด้วยตัวเอง คำ ผกาเล่าว่าเวลาที่เธอเดินไปไหน เธอมักจะสอดส่ายสายตาไปตามข้างทางบ้าง ข้างถนนบ้าง เพื่อมองหาต้นไม้ที่พร้อมจะให้เธอเก็บ ‘ดอกแก่ๆ’ กลับบ้าน แล้วเอาเมล็ดของมันไปหว่านลงดิน พอเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวงอกเงยขึ้นมาเป็นต้น ผลิดอกออกผล เธอก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์จากดอกแก่ๆ ของพืชต้นเดิมมาหว่านอีกครั้งเพื่อปลูกเป็นพืชต้นใหม่ได้ ทำให้มีพืชผักไว้ปรุงอาหารได้ไม่สิ้นสุด

“อย่างอัญชันมันมีดอกและมีเมล็ด เราก็เก็บเมล็ดมาแล้วปลูกใหม่ได้เรื่อยๆ แล้วอย่างกะเพรา พี่มีเทคนิค อย่าไปซื้อเมล็ดตามที่เขาขายมาปลูก เพราะว่ามันจะเป็นพันธุ์ที่เป็นหมัน มันจะไม่มีเมล็ดให้เราปลูกต่อ ให้เราลองไปหากะเพราที่ขึ้นตามข้างถนน พวกนั้นจะเป็นกะเพราแท้ ทำให้เราสามารถเก็บเมล็ดปลูกต่อไปได้เรื่อยๆ” 

“เดี๋ยวให้ดู พี่มีเมล็ดหลายอย่างเลยนะ” คำ ผกาพูดพร้อมยื่นกล่องบรรจุเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่เธอเก็บสะสมไว้ให้เราดู

“นี่เป็นกระเจี๊ยบเขียว พอเรากินไม่ทันมันก็จะมีเมล็ดให้เราเอาไปปลูกต่อได้อีก เหมือนเป็นวงจร ซึ่งต่อไปเราก็จะมีวงจรสวนของเราเอง เพราะเราปลูกมันได้อีกเรื่อยๆ”

04 Farm to table

“พี่ทำสุกี้ได้จากผักหน้าบ้าน”

“เดี๋ยววันนี้จะทำซุปไข่ใส่ใบไม้ในสวนให้กิน” คำ ผกาบอกกับเรา

วันนี้เธอจะมาทำสิ่งที่เรียกว่า ‘ซุปไข่’ ให้เราทาน เธอพูดพลางต้มน้ำ ใส่ผงซุปปลาเล็กน้อย ใส่ผัก แล้วใส่ไข่ตามลงไปอย่างง่ายๆ แต่กลับได้รสชาติที่กลมกล่อมจากซุป ไข่ รสหวานจากผัก และได้กลิ่นหอมจากผักที่เพิ่งเด็ดสดๆ จากต้น

เมื่อมีอาหารจานหลักแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็น ‘เครื่องดื่ม’

คำ ผกา นำผลผลิตจากปีที่แล้วออกมาจากครัว สิ่งนั้นคือ ‘เหล้ากระเจี๊ยบ’ ที่ทำจากต้นกระเจี๊ยบในสวนของเธอเอง ส่วนวิธีทำนั้นง่ายนิดเดียว เพียงเอากระเจี๊ยบไปใส่น้ำตาล เติมเหล้าว้อดก้าลงไป และทิ้งไว้ราว  6 เดือน ก็จะได้ว้อดก้ากระเจี๊ยบโฮมเมดรสชาติดีไว้ดื่มให้ชื่นใจแล้ว

“เห็นมั้ยว่าผลิตภัณฑ์จากสวน ทำได้ยันแอลกอฮอล์” เธอหัวเราะพร้อมรินเหล้ากระเจี๊ยบใส่แก้วใบใส ผสมโซดานิด บีบมะนาวหน่อยก็พร้อมเสิร์ฟให้เราลองชิม 

“สดชื่นมาก” เราบอกเธอ

“เพราะผักพวกนี้มันมีชีวิตไง”

นี่คือเหตุผลที่ทำให้คำ ผกา พยายามปลูกพืชผักบางอย่างด้วยตัวเอง เพราะไม่มีอะไรสามารถทดแทนรสชาติสดใหม่ของผักจากโลกใบจิ๋วสีเขียวของเธอได้

“จริง ๆ เราเลี่ยงไม่ได้หรอก ยังไงเราก็ต้องพึ่งพิงผักจากตลาด แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังมีสวนที่เราได้กินสิ่งที่มันยังไม่ตาย” เธอตอบเราพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami