ไม่ใช่แก่เกินแกง แต่แก่เกินเมือง : ว่าด้วยเมือง ผู้สูงอายุ และอนาคต

มีไหม ใครแก่เกินอยู่ในเมือง?

มีสิ…

เมื่อคิดถึงเมือง ภาพที่ติดตามักเป็นถนนที่พลุกพล่าน ความเร่งรีบและตื่นตัว แต่ในทางตรงกันข้าม เมืองเป็นที่ๆ ว้าเหว่ที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุ ปัจจุบันความรู้สึกถูกตัดขาดออกจากสังคมภายนอกกลับกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ในเมือง

และในเดียวกัน องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2060 ประชากรที่อายุเกิน 60 ปี จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และ 66 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง สูงที่สุดในประวัติการณ์ เมืองต่างๆ จะหายเหงาได้อย่างไรในขณะที่แก่ตัว?

คนแก่ยุคนี้ อยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง?

43 เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริการู้สึกถูกตัดขาดจากสังคม (The Growing Season)

จริงอยู่ มีหลายอย่างเกี่ยวกับคนแก่รุ่น Baby Boomer ที่แตกต่างกับการแก่ของคนยุคก่อนๆ พวกเขามีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ และสนุกที่จะทำงานนานขึ้น (Chicago Architecure Foundation) รวมๆ แล้วดูจะพึ่งพาตนเองได้ดี แต่หนึ่งในปัญหาที่คนแก่ยุค 21st century ประสบมากที่สุดกลับเป็นความรู้สึกถูกตัดขาดจากสังคม เพราะสิ่งหนึ่งที่คนแก่ยุคไหนๆ ก็ขาดไม่ได้คือการปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นอื่นๆ ความโดดเดี่ยวประการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้สูงอายุ พวกเขาความดันสูงกว่า มีโอกาสสมองเสื่อมมากกว่า และเสียชีวิตเร็วกว่าผู้สูงวัยที่ปฏิสัมพันธ์กับลูกหลานเป็นประจำ (Social Work Today)

เอลิซ่า เอาท์แมน นักเขียนเรื่องอาหารชาวอเมริกันได้บรรยาย ความสำคัญของการรับประทานอาหารร่วมกันกับคนสูงวัยในครอบครัวเอาไว้ เธอเรียกการล้อมวงกินข้าวกันแบบนี้ว่า “Modern Tribal Fire” หรือการนั่งล้อมกองไฟร่วมสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิตในยุคไหนๆ ก็ตาม

“ในอเมริกา เรามีคนแก่ 50 ล้านคน แต่เราอยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่ค่อยให้คุณค่ากับคนแก่สักเท่าไหร่” เอาวท์แมน กล่าว

จากงานวิจัยของจูเลี่ยน ฮอล์ท ลัมสแตท (Julianne Holt-Lunstad) ในปี 2015 ที่สำรวจประชากร 3 ล้านคน ความเหงาเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้คนอายุสั้นลงได้ โดยที่เธอกล่าวว่า “ผลกระทบของความเหงาที่มากพอๆ กับการเป็นโรคอ้วน กระทรวงสาธารณสุขควรให้ความสำคัญเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น” ทิม สมิท (Time Smith) นักวิจัยอีกท่านเสริมว่า “ณ ปัจจุบัน โลกของเรามีคนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเราคาดว่านั่นจะทำให้มีคนเหงาเพิ่มมากขึ้นด้วย” และล่าสุด ซูซาน พิ้งเคอร์ (Susan Pinker) นักจิตวิทยาที่ศึกษาเคล็ดลับการมีอายุที่ยืนยาวของประชากรบนเกาะซาร์ดีเนีย ประเทศอิตาลี กล่าวว่า “การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในเมืองของเราและในนโยบายของเรา ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากรและทำให้เราอายุยืนขึ้นได้ เพราะความสัมพันธ์แบบนี้ชี้เป็นชี้ตายได้จริงๆ”

บ้านพักคนชราที่ใครๆ ก็อยู่ได้

ข่าวดีคือ ในหลายเมืองของยุโรป ที่เคยแบ่งแยกที่อยู่ระหว่างผู้สูงอายุและคนวัยทำงานชัดเจนมายาวนาน ด้วยการส่งคนแก่เข้าบ้านพักคนชรา ความตื่นตัวเกี่ยวกับความจำเป็นของการปฏิสัมพันธ์ข้ามวัยและค่าครองชีพที่สูงเกินจะรับไหวกำลังผลักดันให้คนต่างวัยกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง (Intergenetational Living)

Humanitas เป็นบ้านพักคนชราในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่รับหนุ่มสาวเข้าไปอยู่โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพียงขอให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ทำกิจกรรมกับคนในบ้านพัก 30 ชั่วโมงต่อเดือน ยูเรี่ยน เมนทิงค์ (Jurien Mentink) เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราแห่งนี้ เขาอายุ 22 ปี และศึกษาเกี่ยวกับผังเมือง “ความเร่งรีบของชีวิตประจำวันทำให้เราทั้งยุ่งและน่าเบื่อ ชีวิตผมน่าเบื่อจนกระทั่งผมได้ไปใช้ชีวิตที่ Humanitas คนมักถามผมว่า ไม่เบื่อรึไงที่ต้องคุยกับคนแก่ ผมตกใจทุกครั้งที่ได้ยินคำถามนี้ เพราะการคุยกับคนแก่ก็สนุกพอๆ กับการคุยกับทุกคน” เมนทิงค์กล่าว

อีกหลายเมืองมีโครงการคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น A Home that Fits ที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์, Judson Manor บ้านพักคนชราที่คลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รองรับนักศึกษาดุริยางคศิลป์จาก Cleveland Institute of Music โดยให้นักศึกษาเล่นคอนเสิร์ตให้แก่ผู้สูงอายุฟังเป็นการตอบแทน

หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Providence Mount St. Vincent ที่ซีแอตเทิล คนชราที่พักอยู่ที่นี่มีอายุเฉลี่ย 92 ปี แต่ศูนย์ได้ตัดสินใจเปิดศูนย์เลี้ยงเด็กอยู่ในตึกเดียวกัน The Growing Season เป็นสารคดีที่บันทึกความสัมพันธ์ที่น่าอัศจรรย์ระหว่างคนแก่และเด็กเล็กเอาไว้อย่างน่าประทับใจ

“เราต้องเลิกสร้างเมืองที่คิดว่าทุกๆ คนอายุสามสิบและสุขภาพดี”

มาดูกันบ้างว่าองค์กรอื่นๆ และเมืองต่างๆ ทั่วโลกมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเมืองของเราที่แก่ลงทุกที

8-80 Cities (http://www.880cities.org/) องค์กรที่เชื่อว่า หากเราออกแบบเมืองให้เด็กอายุ 8 ชวบและคุณยายอายุ 80 อยู่ได้อย่างมีความสุข ทุกๆ ช่วงอายุระหว่างนั้นก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเช่นกัน

พูดง่ายๆ ว่าไม่ควรมีใครแก่เกินไปที่จะอยู่ในเมือง “เราต้องเลิกสร้างเมืองที่คิดว่าทุกๆ คนอายุสามสิบและสุขภาพดี” จิล พานาโลซ่า (Gil Panalosa) ผู้ก่อตั้ง 8-80 Cities กล่าว ชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยตั้งแต่ 5,000 ถึง 5 ล้านคนสามารถร่วมสร้างสรรค์ 8-80 Cities ได้กับองค์กร ในปัจจุบัน 8-80 Cities ได้ร่วมงานกับเมืองในแคนนาดา อเมริกา และเดนมาร์ก

รายงาน Planning for Age-Friendly Communities: A Call for Action ที่ตีพิมพ์โดย Ontario Professional Planners Institute ปี 2009 ได้เสนอให้เมืองต่างๆ อยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ (include) แทนที่จะแบ่งแยกผู้สูงอายุออกไป (segregate) เช่น เมืองต่างๆ สามารถสนับสนุนการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุได้โดยการสร้างสถานที่ทำกิจกรรมให้แก่ผู้สูงอายุ แทนบ้านพักคนชราแบบพักอาศัยระยะยาว สถานที่ทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุแบบรายวัน ประสบความสำเร็จมาแล้วประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

Aging in Place (http://www.ageinplace.org/About-Us/Our-Mission) เป็นแนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในบ้านพักและชุมชนของตัวเองได้ในขณะที่ได้รับการดูแลโดยที่รัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในชุมชนของตัวเองได้ต่อไปด้วยบริการต่างๆ เช่น การจัดกิจกรรมสังสรรค์ให้ผู้สูงอายุ การตรวจสอบคุณภาพของที่อยู่อาศัย การเตรียมความพร้อมเครือข่ายโรงพยาบาลให้ทุกชุมชนสามารถเข้าถึงได้ แนวทางนี้ถูกพัฒนาขึ้นต่อเนื่องมาจากผลสำรวจของคนแก่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ยืนยันว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี มีความประสงค์ที่จะอาศัยอยู่ในบ้านของเขาเองในขณะที่แก่ตัวลง

Never Too Old to Play: Playground for the elderlies in pictures เป็นกลุ่มภาพที่ถูกบันทึกโดยสำนักข่าว The Guardian ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับสนาม “ผู้ใหญ่” เล่นที่ออกมาสำหรับผู้สูงอายุทั่วโลก สวนลุมก็เป็นหนึ่งในนั้น

เมืองยอดกตัญญู ดูแลคนวัยพลัส

เมืองโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองแรกในญี่ปุ่นที่ถูกปรับปรุงให้เป็นมิตรต่อชีวิตวัยพลัส ในอดีต ประชากรเมืองโทยามะลดลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเมือง ระบบขนส่งมวลชนก็ไม่เป็นมิตร ทำให้มีคนใช้เพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด โดยที่คนส่วนใหญ่เดินทางโดยรถส่วนตัว ในปี 2002 เมื่อมาซาชิ โมริ นายกเทศมนตรีของเมืองเล็งเห็นว่าการพึ่งพารถส่วนตัวจะสร้างปัญหาให้แก่เมืองภายในอนาคต อีกทั้งประชากรของเมืองมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงอายุ เขาจึงได้สร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบาขึ้นบริการประชาชน โดยพื้นของรถรางได้รับการออกแบบให้มีระดับต่ำเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ใช้รถเข็นก้าวขึ้นลงได้สะดวก รถไฟเหล่านี้ยังใช้เทคโนโลยีวัสดุพลาสติกลดการสั่นสะเทือนในจุดเชื่อมต่อระหว่างตู้และราง และบริเวณตัวสถานีก็มีการปรับระดับทางลาดไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง ด้วยการออกแบบที่คิดมาอย่างตกผลึกและเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ 100 เปอร์เซ็นต์ รถราง LRT ได้มีส่วนกระตุ้นให้ผู้สูงอายุออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้นตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัว นอกจากนี้ เมืองโทยามะยังคำนึงถึงศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน (preventative care) รวมไปถึงการสร้างงานให้ผู้สูงอายุ (นิตยสารคิด)

ประเทศไทยล่ะ รับมืออย่างไร?

ประเทศไทยเองก็แก่และเหงาไม่แพ้ใคร เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2005 ในขณะที่ประชากรไทยมีแนวโน้มที่จะลดลง (OKMD) เรามีแผนการรับมือกันหรือไม่ ?

ในอดีต ครอบครัวเป็นกำลังหลักของการดูแลผู้สูงอายุไทย และครอบครัวแบบขยายเคยเป็นที่แพร่หลาย แต่ปัจจุบัน เรากลับเห็นการแยกกันอยู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนลูกมาทำงานในเมือง หรือแม้แต่ในหมู่ครอบครัวคนเมืองเอง การที่ลูกต้องแยกไปอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่า จำนวนประชากรไทยต่อครัวเรือนลดลงจาก 5.2 คนต่อหนึ่งครัวเรือน ในปี 2523 เหลือเพียง 3.2 คนต่อหนึ่งครัวเรือนในปี 2553 และการอาศัยอยู่คนเดียวก็เพิ่มมากขึ้นเกือบ 4 เท่า ในระยะเวลาเพียง 30 ปี จาก 3.5 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2523 เป็น 12.6 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2553

เครือข่ายของครอบครัวจะยังคงเป็นสิ่งที่ดูแลผู้สูงอายุไทยได้ต่อไปหรือไม่ และเมืองจะสามารถช่วยลูกหลานยุคใหม่ดูแลพ่อแม่ของพวกเขาได้อย่างไร

ล่าสุด กรมธนารักษ์ได้จับมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีในต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างซีเนียร์คอมเพล็กซ์ (senior complex) ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจรบนพื้นที่มากกว่า 72 ไร่ ที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่จะมีทั้ง 

1. โซนดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้าย (Hospice Zone) 
2. โซนบ้านพักหลังเกษียณ (Senior Housing Zone) และ 
3. โซนบ้านพักคนชรา (Nursing Home Zone) (
กรุงเทพธุรกิจ)

เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรขนาดย่อมสำหรับผู้สูงวัยที่จะแล้วเสร็จในอีก 3-4 ปีข้างหน้า การมีซีเนียร์คอมเพล็กซ์ที่ว่าอาจสามารถเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับคนแก่ที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ หากเมืองของเรายังคงไม่คำนึงถึงคนแก่เช่นในปัจจุบัน แต่จากเทรนด์การดูแลคนแก่ทั่วโลกในขณะนี้ ที่เน้นการถนอมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุและการคงความสำคัญของผู้สูงอายุในสังคมมากกว่าการแยกผู้สูงอายุออกไปน่าตั้งคำถามว่าซีเนียร์คอมเพล็กซ์เป็นแนวทางในการรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นที่เพียงพอแล้วหรือไม่

เพราะสุขภาพใจนั้นสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย

บทความเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2560

 

Copyright © 2019. All rights reserved.

 

About Us | Advertise | Site Map | Contact

Powered by Magazine Builder
Bitnami